ตลาดมองดีล ADVANC ซื้อ 3BB+JASIF ทางลัดเพิ่มศักยภาพแข่งขันในธุรกิจ ICT

2145 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ตลาดมองดีล ADVANC ซื้อ 3BB+JASIF ทางลัดเพิ่มศักยภาพแข่งขันในธุรกิจ ICT

หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC มีมติอนุมัติให้บริษัทย่อย แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) เข้าซื้อหุ้นใน บมจ. ทริปเปิลที บรอดแบนด์ (TTTBB) จำนวน 7.529 พันล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 99.87% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด จากบริษัท อคิวเมนท์ จำกัด (ACU) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) รวมถึงบริษัทย่อยของ TTTBB อีก 2 บริษัท คือ บริษัท ทริปเปิลที อินเทอร์เน็ต จำกัด และบริษัท อิน คลาวด์ จำกัด มูลค่ารวม 19,500 ล้านบาท พร้อมกับเข้าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน (JASIF) จาก JAS อีก 1,520 ล้านหน่วย คิดเป็นสัดส่วน 19% ของจำนวนหน่วยลงทุนทั้งหมด ในราคาหน่วยละ 8.50 บาท คิดเป็นมูลค่า 12,920 ล้านบาท รวมทั้ง 2 ธุรกรรม คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 32,420 ล้านบาท

ซึ่ง AWN ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงกับ ACU และ JAS เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งจะต้องรอมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ JAS อนุมัติแผนขายหุ้น TTTBB และหน่วยลงทุน JASIF รวมถึงขอมติที่ประชุมผู้ถือหน่วยลงทุน JASIF ให้ความเห็นชอบแผนแก้ไขสัญญาเช่า ต่อเนื่องด้วยการอนุมัติจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ก่อนถึงจะสามารถทำธุรกรรมซื้อขายหุ้นและหน่วยลงทุนได้ โดยคาดว่าธุรกรรมน่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในไตรมาสแรกปีหน้า

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ADVANC ชี้แจงว่า การลงทุนครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของบริษัทฯ เพื่อขยายการเติบโตในธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้าน และมุ่งสู่การเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ มีขีดความสามารถในการให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ ผ่านสายไฟเบอร์ ได้ครอบคลุมลูกค้ากว้างขวางขึ้น ช่วยให้คนไทยได้รับบริการอินเทอร์เน็ตที่รวดเร็วและมีคุณภาพอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด และรอบนอกตัวเมือง อีกทั้งจะช่วยให้การพัฒนาโครงข่ายไฟเบอร์ในประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถลดความซ้ำซ้อนในการลากสายไฟเบอร์โดยไม่จำเป็น ถือเป็นการช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ด้วย

ที่สำคัญ การลงทุนครั้งนี้จะส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มของธุรกิจ และผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว พร้อมทั้งสร้างโอกาสแก่กองทุนในการลงทุนทรัพย์สินโทรคมนาคมของบริษัทฯ เพิ่มเติมในอนาคต

การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังความพยายามในการควบรวมกิจการ ระหว่าง บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) และ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ซึ่งการควบรวมกิจการเกิดจากความจำเป็นในการเพิ่มขนาดธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุน ท่ามกลางการเติบโตของอุตสาหกรรมที่อยู่ในระดับต่ำ แต่กลับมีความต้องการในการลงทุนที่สูง 

ซึ่งผู้ถือหุ้นของทั้ง 2 บริษัท ได้อนุมัติการควบรวมกิจการเข้าด้วยกันแล้ว ขั้นตอนต่อไป ก็คือ การรอคำอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล รวมถึงเจ้าหนี้ด้วยว่า จะยินยอมให้มีการควบบริษัท ซึ่งคาดว่า ปลายเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ ทั้ง DTAC และ TRUE น่าจะทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์โดยความสมัครใจ โดยกำหนดราคาเสนอซื้อ TRUE ที่หุ้นละ 5.09 บาท และ DTAC ที่หุ้นละ 47.76 บาท พร้อมทั้งดำเนินการควบรวมบริษัทฯ โดยจัดสรรหุ้นในบริษัทใหม่ ให้กับผู้ถือหุ้น DTAC และผู้ถือหุ้น TRUE ในอัตราส่วน 1 หุ้นเดิมใน DTAC ต่อ 6.13444 หุ้นในบริษัทใหม่ และ 1 หุ้นเดิมใน TRUE ต่อ 0.60018 หุ้นในบริษัทใหม่

 



ซึ่งทางฟิทช์ เรทติ้ง อธิบายว่า การที่ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่เข้าสู่ภาวะอิ่มตัว จากจำนวนผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การลงทุนครั้งนี้จะทำให้ฐานรายได้ของ ADVANC ซึ่งมาจากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นหลักในปัจจุบัน กระจายไปยังการให้บริการโทรคมนาคมอื่นๆ ได้แก่ ทีวี อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และบริการไร้สาย ส่งผลให้สถานะทางธุรกิจของบริษัทฯ แข็งแกร่งขึ้น โดยคาดว่า สัดส่วนรายได้จากธุรกิจบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตจะเพิ่มจาก 6% เป็น 18% หลังการซื้อกิจการแล้วเสร็จ กลายเป็นผู้ให้บริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตรายใหญ่อันดับ 2 ในประเทศ ด้วยส่วนแบ่งตลาด 35% เทียบกับ 15% ในปัจจุบัน ที่สำคัญ ยังมีส่วนแบ่งตลาดใกล้เคียงกับผู้ให้บริการอันดับหนึ่ง อย่าง บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ที่ครองส่วนแบ่งตลาดราว 38%

นอกจากนี้ TTTBB จะช่วยให้ ADVANC เข้าถึงลูกค้าในตลาดภูมิภาค ซึ่งเป็นพื้นที่ที่บริษัทฯ มีโครงข่ายให้บริการที่จำกัด และเพิ่มความแข็งแกร่งของสถานะทางการตลาดในพื้นที่เมืองใหญ่ที่มีความเข้มแข็งอยู่แล้ว  

สำหรับแผนลงทุน ซึ่งบริษัทฯ แจ้งว่าจะใช้เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินเป็นส่วนใหญ่ ในเบื้องต้น ฟิทช์ ประเมินว่า จะทำให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรจากการดำเนินงาน ก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (Net Debt/EBITDA) เพิ่มขึ้นประมาณ 0.4 เท่า จาก 0.9 เท่าในปัจจุบัน ขึ้นมาเป็น 1.4 -1.5 เท่า ซึ่งยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 1.8 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ฟิทช์อาจพิจารณาปรับลดอันดับเครดิต ถึงแม้ว่าความสามารถในการรองรับหนี้สินเพิ่มเติมโดยไม่กระทบกับอันดับเครดิตจะปรับตัวลดลง

สำหรับความเห็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ส่วนใหญ่มองบวกต่อดีลการซื้อกิจการ TTTBB และหน่วยลงทุน JASIF ในระยะยาวจากการเติบโตในทางลัด 3 ด้านด้วยกัน ประเด็นแรก การขยายเครือข่ายของบรอดแบนด์ที่กว้างขึ้น ครอบคลุมทั่วพื้นที่ในต่างจังหวัดซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันต่ำ หรือเข้าไปเจาะพื้นที่ใหม่อีกอย่างน้อย 50% ซึ่งบริษัทฯ ยังไม่ได้ขยายไปถึง โดยอาศัยความแข็งแกร่งของแบรนด์ 3BB ในตลาดต่างจังหวัด ซึ่งจะมีการแยกแบรนด์ AIS Fiber และ 3BB ในช่วง 2-3 ปีแรก ประเด็นที่สอง โอกาสในการเพิ่มยอดขายข้ามผลิตภัณฑ์ และเพิ่มยอดขายสินค้าและบริการที่แพงขึ้น ผ่านฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้น และการทำบันเดิลกับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ บริการดิจิทัล และโปรแกรมสิทธิพิเศษของ ADVANC และประเด็นสุดท้าย การลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ผ่านการแชร์ทีมติดตั้งและซ่อมบารุงรักษาร่วมกัน การรวมช่องทางการขายและหน้าร้าน ทั้งยังจะได้ประโยชน์จากงบลงทุนที่ลดลงผ่านการใช้เครือข่ายและโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน

 

 

ทั้งนี้ ค่ายบัวหลวง (BLS) คาดว่าจะเห็นผลบวกของการร่วมมือกันอย่างเต็มที่ตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป ซึ่งต้องรอความชัดเจนในกระบวนการต่างๆ อีกครั้ง ถึงจะสามารถประเมินผลประโยชน์ที่บริษัทฯ จะได้รับชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขสัญญาของกองทุน JASIF หรือการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต แต่ในระยะสั้น ยังคงยกให้ ADVANC เป็นหุ้นที่ชอบมากที่สุดในกลุ่ม ICT เพราะคาดกำไรหลักจะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังปีนี้ ประกอบกับมูลค่าหุ้นยังน่าสนใจ โดยมีอัตราส่วน EV/EBITDA ที่ 7.4 เท่า เทียบกับจุดสูงสุด ที่เคยทำไว้ 9.1 เท่า เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2562

ส่วนเอเซีย พลัส (ASPS) แนะนำ "ซื้อ” ADVANC เช่นกัน โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 245 บาท เนื่องจากภาพในระยะยาวยังดูดี โดยคาดกําไร 2 ปีนี้ โตด้วยอัตราเฉลี่ย 4.1% ดีกว่าช่วง 2 ปีก่อนหน้าที่กําไรตกต่ำลงเฉลี่ย 7% ทำให้สามารถคาดหวังอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในอัตรา 3.9% - 4.1% ทั้งในปีนี้ และปีหน้า ซึ่งถือว่า ยังจูงใจกว่าตลาดเงิน ประกอบกับ ธุรกิจยังมี upside จากโครงการใหม่ๆ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่จะเกิดภายใต้ความร่วมมือกับ บมจ. กัลฟ์ เอ็นเนอจี (GULF) และสิงเทล รวมถึงการปล่อยสินเชื่อจากโครงการ AISCB ซึ่งน่าจะเห็นความคืบหน้ามากขึ้นในไตรมาสสุดท้ายปีนี้ ต่อเนื่องด้วยผลประโยชน์จากการซื้อ TTTBB และ JASIF ในไตรมาสแรกปีหน้า

สำหรับกสิกรไทย (KS) เชื่อว่า ดีลซื้อกิจการครั้งนี้จะเกิดขึ้นด้วยความเป็นไปได้ที่ 75% ส่งผลบวกต่อมูลค่าหุ้นราว 10.60 บาท จากแนวทางของผู้บริหารที่คงที่ การได้ดีล 700 MHz และการรวมตลาดการให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ แต่จะยังไม่รวมในประมาณการจนกว่าจะได้ข้อสรุปเรื่องการแก้ไขสัญญาเช่า JASIF  ในเบื้องต้น จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมายปีหน้าที่ 249.45 บาท (WACC ที่ 9.2% และอัตราเติบโตระยะยาวที่ 3%)

เช่นเดียวกับเมย์แบงก์ (MST) ที่ยกให้ ADVANC ซึ่งเป็นหุ้นเด่นกลุ่ม ICT เช่นกัน เพราะมีปัจจัยบวกที่สนับสนุนให้ราคาหุ้นขึ้นได้ คือ กำไรสุทธิหลักในไตรมาสโตแรง หนุนด้วยดีลซื้อ TTTBB และ JASIF ประสบความสำเร็จ ส่งผลบวกต่อมูลค่าหุ้น 8.23 บาท หรือมี upside จากราคาเป้าหมายที่ 230 บาท (WACC 7.5%, LTG 2.0%) ประมาณ 3.6%

สำหรับแนวโน้มผลดำเนินงานงวดไตรมาส 2 ที่คาดว่าจะประกาศในวันที่ 8 สิงหาคมนี้ ค่ายสีเหลืองรายนี้เชื่อว่า ADVANC จะประกาศกำไรสุทธิหลักราว 6.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.3% YoY และเพิ่มขึ้น 8.0% QoQ จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นขานรับการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว หนุนด้วยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ลดลง

กระนั้น ค่าย KS มองต่างมุมเล็กน้อย เพราะเชื่อว่า ADVANC จะประกาศกำไรปกติที่ 6.5 พันล้านบาท ลดลง 3.9% YoY แต่เพิ่มขึ้น 2.2% QoQ แต่สามารถลงทุนเพื่อรับเงินปันผลงวดครึ่งปีแรก ซึ่งคาดว่าบริษัทฯ จะจ่ายหุ้นละ 3.43 บาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลในระดับ 80% อิงจากประมาณการกำไรปกติครึ่งแรกปีนี้ที่ 1.29 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 44.4% ของประมาณการกำไรปกติทั้งปีที่คาดไว้  2.894 หมื่นล้านบาท

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้