1844 จำนวนผู้เข้าชม |
หลังจาก บมจ. คอมเซเว่น (COM7) ประกาศแผนลงทุนในธุรกิจประกันภัย ด้วยการเข้าซื้อหุ้น บมจ. พุทธธรรมประกันภัย (PTI) ในสัดส่วน 89.29% ที่ราคาหุ้นละ 34 สตางค์ รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 170 ล้านบาท พร้อมเตรียมวงเงินสำรอง สำหรับให้กู้ยืม หรือเพิ่มทุนแก่ PTI อีก 230 ล้านบาท ทำให้มูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้นกลายเป็น 400 ล้านบาท เพราะบริษัทฯ เชื่อมั่นว่า จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ได้ ทั้งจากผลตอบแทนจากการเข้าลงทุน และเงินปันผลของ PTI ในอนาคตแล้ว และการเพิ่มช่องทางการขายสินค้าและบริการของกลุ่ม COM7 ให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น
สำหรับฐานะการเงินของ PTI มีผลดำเนินงานขาดทุนต่อเนื่อง โดยขาดทุน 29 ล้านบาท และ 164 ล้านบาท ในปี 2554-55 ขณะที่ไตรมาสแรกปีนี้ ขาดทุน 59 ล้านบาท
ในเบื้องต้น นักวิเคราะห์จากทิสโก้ (TSC) มีมุมมองเชิงลบต่อการซื้อกิจการครั้งนี้ โดยให้เหตุผลว่า ยังมองไม่เห็น Synergy ในระยะสั้น เนื่องจากธุรกิจประกันภัยไม่ได้เป็นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับธุรกิจหลักของ COM7 อีกทั้งต้องใช้เวลาพลิกฟื้นธุรกิจให้กลับมาทำกำไรได้ เพราะ PTI ยังมีผลขาดทุนต่อเนื่อง ถึงแม้ผลขาดทุนจะคิดเป็นสัดส่วนเล็กน้อย เพียง 6-8% ของกำไรสุทธิของ COM7 ก็ตาม แต่ก็ยังไม่ได้เป็นธุรกิจที่จะช่วยเสริมการเติบโตให้แก่บริษัทฯ ได้ในระยะเวลาสั้นๆ
อย่างไรก็ตาม หากมองธุรกิจหลักของ COM7 ในการเป็นผู้ค้าปลีกสินค้าไอที คาดแนวโน้มกำไรไตรมาส 2 อยู่ที่ 677 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) แต่อ่อนตัวจากไตรมาสแรก (QoQ) ตามปัจจัยฤดูกาล ส่วนกำไรทั้งปีคาดเติบโตจากปีก่อน 23% แตะ 3,230 ล้านบาท ตามการเปิดตัวสินค้าใหม่ และความต้องการสินค้าไอที โดยมีราคาเหมาะสมที่ 40.50 บาท
ด้านธนชาต (TNS) ขอรอดูการให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการซื้อกิจการที่จะเกิดในครึ่งหลังปีนี้ก่อน แต่ในเบื้องต้น มีมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มผลดำเนินงาน COM7 โดยชี้ว่า อาจเห็นผลดำเนินงานไตรมาส 2 ของบริษัทฯ ออกมาต่ำกว่าคาด เพราะคาดว่าความต้องการสินค้าไอทีในไตรมาส 2 จะลดลง 15% YoY และทั้งปีลดลง 4% จากอุปสงค์ที่อ่อนแอลง ทั้งจากความต้องการสินค้าไอทีที่เพิ่มขึ้นสูงมาก ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดก่อนหน้านี้ และกำลังซื้อที่ชะลอตัวลงจากเงินเฟ้อที่สูง แต่การที่ COM7 เป็นผู้ค้าปลีกสินค้าไอทีรายใหญ่ที่สุด และยังคงแผนขยายสาขาใหม่ปีนี้ 150 สาขา เพิ่มจาก 1,000 สาขา ในสิ้นปีก่อน ทำให้ปรับประมาณการกำไร 3 ปีนี้ (2556-68) ลงเพียง 17% 15% และ 15% ตามลำดับ พร้อมกับปรับลดราคาเป้าหมายลงมาอยู่ที่ 37 บาท จากที่คาดไว้เดิม 51 บาท อิง P/E ปีหน้า
อย่างไรก็ตาม คงแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากราคาหุ้นร่วงลงมาแล้วกว่า 26% จึงน่าสนใจ เมื่อพิจารณาจากการเติบโตของธุรกิจ และความสามารถทำกำไร 3 ปีนี้ วัดจากกำไรต่อหุ้น (EPS) จะเติบโต 6% 25% และ23% และความสามารถทำกำไรของบริษัทฯ (ROE) ที่ 45% 44% และ 47% ตามลำดับ