2381 จำนวนผู้เข้าชม |
คนที่ไม่ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดทุนโลกอย่างใกล้ชิด อาจไม่ทราบว่า ปีนี้เป็นปีที่ตลาดหุ้นไทยมีผลงานที่ outperform เกือบทุกตลาดหุ้นในเอเชีย
ถึงแม้ SET Index จะปรับลดลง 1% นับจากต้นปี แต่ต้องถือว่าเป็นผลงานที่เด่นมาก เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ที่ลดลงเฉลี่ย 21% และตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศ Emerging Markets ที่ลดลง 24% มีเพียง 10 ตลาดหุ้น ที่มีผลงานดีกว่าไทยในปีนี้
เหตุผลที่ทำให้ตลาดหุ้นส่วนใหญ่อยู่ในขาลง มาจากเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี ในสหรัฐฯ และยุโรป ส่งผลให้ทั้ง FED และ ECB ต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรงและรวดเร็ว
ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังถูกบั่นทอน จากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งสุดในรอบ 20 ปี สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยืดเยื้อกว่าคาด และนโยบายโควิดเป็นศูนย์ของจีน ที่ซ้ำเติมภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ยังมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเข้าสู่ภาวะถดถอย จากการที่ FED อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยสูงถึง 4.5-5.0% เพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้กลับสู่ระดับเป้าหมายที่ 2.0%
ภาวะ Inverted Yield Curve ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รุ่น 2 ปี และ 10 ปี ที่นานติดต่อกันหลายเดือน คือ สัญญาณที่ชี้ชัดถึงความเสี่ยงของการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) นอกจากนั้น ยุโรปกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานที่น่าเป็นห่วง รวมทั้งทิศทางเศรษฐกิจจีนยังประเมินได้ยาก ตราบใดที่ยังไม่ยกเลิกนโยบายโควิดเป็นศูนย์ ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้ ส่งผลให้นักลงทุนยังไม่รีบร้อนกลับเข้าตลาดหุ้น
หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมตลาดหุ้นไทยยังยืนอยู่ได้ ทั้งที่เงินเฟ้อของไทยก็แตะระดับเกือบ 8% เงินบาทก็อ่อนสุดในรอบ 16 ปี และเศรษฐกิจไทยก็ขยายตัวแค่ 2.5% ในไตรมาสสอง
ปัจจัยสำคัญ นอกจากความมั่นคงโดยรวมของระบบเศรษฐกิจไทย คือ ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนไทย ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและชะลอตัว และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว
กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน ขยายตัวได้เกินคาดที่ 15% YoY ในไตรมาสสอง และเพิ่มขึ้นถึง 35% จากไตรมาสหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นกำไรรายไตรมาสที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และไม่ใช่แค่บริษัทในกลุ่มพลังงานเท่านั้นที่มีผลประกอบการที่ดี แต่เกือบทุกอุตสาหกรรมมีกำไรที่เติบโตขึ้น
การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่น และสร้างจุดขายให้ตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะกับกองทุนต่างชาติ นับจากต้นปี เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยแล้วถึง 158,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าซื้อรายปีที่สูงที่สุดใน 17 ปี
แล้วแนวโน้มตลาดหุ้นไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น บวกกับปัจจัยเสี่ยงจำนวนมากอย่างในปัจจุบัน คงยากที่จะเห็นตลาดหุ้นไหนก็ตามให้ผลตอบแทนสูงเหมือนในภาวะปกติ แต่ผมเชื่อว่าทิศทางตลาดหุ้นไทยยังเป็นขาขึ้นในระยะ 6-12 เดือนข้างหน้า ด้วยเหตุผลดังนี้
หนึ่ง แม้ FED จะเริ่มดูดเงินออกจากระบบผ่านการทำ QT แต่คงต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี กว่าที่สภาพคล่องในตลาดการเงินโลกจะกลับสู่ระดับก่อนเกิดโควิด กองทุนทั่วโลกยังจำเป็นต้องลงทุนในหุ้นเพื่อสร้างผลตอบแทน ผมเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะยังคงเป็น safe haven ของนักลงทุนต่างชาติ
สอง เงินบาทน่าจะใกล้ peak และมีโอกาสกลับมาแข็งค่า โดยได้อานิสงส์การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว บวกกับราคาน้ำมันดิบที่เริ่มเข้าสู่ขาลง ตลาดหุ้นไทยมักปรับตัวดีขึ้นในช่วงเงินบาทแข็งค่า
สาม แนวโน้มเงินเฟ้อในประเทศยังไม่น่าห่วง เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และราคาพลังงานที่เริ่มลดลงช่วยลดแรงกดดันราคาสินค้าได้ค่อนข้างมาก
สี่ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่เร่งขึ้นจาก 3.1% ในปีนี้ เป็น 4.1% ในปีหน้า ผลพวงจากภาคท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเติบโตเกินเท่าตัว สวนทางกับเศรษฐกิจโลกที่มีทิศทางชะลอตัวลง
ห้า ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทย ยังมีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์ที่ดี และ valuations ของตลาดหุ้นไทยที่ 13.7 เท่า (P/E ปี 2023) ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 15 เท่า
แน่นอน ในภาวะแบบนี้ การลงทุนยังต้องทำด้วยความระมัดระวังสูง หุ้นที่น่าลงทุน ยังเป็นหุ้น domestic plays ที่ปันผลสม่ำเสมอ และมีแนวโน้มจ่ายเงินปันผลสูงขึ้น
ไพบูลย์ นลินทรางกูร
20 กันยายน 2565