2776 จำนวนผู้เข้าชม |
การเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ ของ บมจ. สตาร์ มันนี่ (SM) ไม่สร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนที่จองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนเสนอขายประชาชนครั้งแรก (IPO) แต่อย่างใด เมื่อราคาหุ้นยืนเหนือจองตลอดวัน โดยหลังจากเปิดตลาดที่ 2.40 บาท สูงกว่าราคาจองที่ 2.04 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 36 สตางค์ หรือ 17.65% มีแรงซื้อกระจายตัวเข้ามาต่อเนื่อง หนุนให้ราคาทะยานขึ้นไปทำจุดสูงสุดของวันที่ 2.68 บาท แต่หลังจากนั้นมีแรงขายทำกำไรกระจายตัวออกมา กดราคาหุ้นให้อ่อนตัวลงมา แต่ราคายังยืนเหนือ 2.40 บาทได้ตลอดการซื้อขายภาคเช้า ก่อนจะโดนแรงขายกระหน่ำช่วงหนึ่งชั่วโมงสุดท้ายของวัน กดราคาหุ้นให้อ่อนตัวลงทำจุดต่ำสุดที่ 2.06 บาท เหนือจองเล็กน้อย ก่อนจะมีแรงซื้อหนุนเข้ามาดันราคาหุ้นไต่ระดับกลับมาปิดตลาดที่ 2.20 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 7.84% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 3,051 ล้านบาท
โอกาสนี้ นายชูศักดิ์ วิวัฒน์วงศ์เกษม กรรมการผู้จัดการ SM ย้ำว่า การเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนถือเป็นการยกระดับบริษัทฯ เข้าสู่มาตรฐานสากล เพิ่มความน่าเชื่อถือในด้านภาพลักษณ์ ให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้าและคู่ค้า รวมถึงเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน รองรับการเติบโตในอนาคต ผ่านการนำเงินที่ได้จากการระดมทุนราว 583 ล้านบาท ไปใช้ขยายธุรกิจให้บริการสินเชื่อทุกประเภท ขยายสาขา รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง อย่างธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัยและประกันชีวิต ชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อรองรับโอกาสใหม่ๆ ในการขยายธุรกิจเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าให้ครบวงจรมากยิ่งขึ้น โดยจะมุ่งเน้นรักษาระดับการเติบโตของการขยายสินเชื่อให้ต่อเนื่องสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อที่มีอัตราผลตอบแทนที่สูงให้มากขึ้น ควบคู่ไปกับรักษาอัตราส่วน Loan Yield และ Net Interest Margin ให้อยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี
สำหรับความเห็นนักวิเคราะห์ เสียงส่วนใหญ่เชื่อว่าการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเพิ่มศักยภาพการเติบโตให้ SM ได้อีกมาก
ในเบื้องต้น ค่ายเอเซีย พลัส (ASPS) คาดแนวโน้มกําไรสุทธิปี 65-67 จะเติบโต 7% 36% และ 15% ตามลําดับ ตามการขยายสาขาปีละ 10-15 สาขา เน้นขายสินค้า margin สูง และเน้นปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ทั้งการขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในรูปแบบเงินสดและเงินผ่อน สินเชื่อเงินกู้ยืม ได้แก่ สินเชื่อจํานําทะเบียนรถ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยอาศัยจุดเด่นด้านความชํานาญในพื้นที่ภาคตะวันออก ที่ได้แรงหนุนจากการเติบโตของเขตพัฒนาพิเศษทางเศรษฐกิจ (EEC) และความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ทำให้ประเมินราคาเป้าหมายปีหน้าที่ 2.80 บาท
ส่วนฟินันเซีย ไซรัส (FSS) ชี้ว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา SM สามารถขยายสาขาได้เพียงปีละ 1 แห่ง จากเงินทุนที่มีจำกัด และมีสัดส่วนหนี้ต่อส่วนผู้ถือหุ้น (D/E ratio) ในระดับสูงถึง 3-4 เท่า แต่หลังเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทฯ น่าจะมี D/E ratio ลดลงเหลือ 1.8 เท่า พร้อมกับวางแผนเปิดสาขาใหม่เชิงรุกปีละ 10-15 สาขา ช่วยเร่งรายได้จากการขายและการขยายพอร์ตสินเชื่อ จากการขยายฐานลูกค้าได้เพิ่มขึ้นโดยประสิทธิภาพต่อสาขาไม่ได้ลดลง โดยคาดว่าพอร์ตสินเชื่อต่อสาขาจะเพิ่มจาก 23.9 ล้านบาท ในปีก่อน เป็น 29.6 ล้านบาท ในปีหน้า ขณะที่ยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องใช้ภายในบ้านต่อสาขาน่าจะเพิ่มจาก 8.5 ล้านบาท ในปีก่อน เป็น 11.4 ล้านบาท ในปีหน้า หนุนกำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ยปีละ 21% คิดเป็นมูลค่าเหมาะสมที่ 2.54 บาท เมื่อประเมินอย่างอนุรักษ์นิยม
อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านพ้นการซื้อขายวันแรก หุ้น SM กลับเจอแรงเทขายกระจายตัวออกมาอย่างต่อเนื่อง กดราคาต่ำจองเป็นลำดับ แต่ราคายังยืนเหนือ 1.81 บาท ทำให้นักวิเคราะห์ด้านเทคนิค และนักกลยุทธ์บางค่าย เริ่มแนะนำให้ ทยอยซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น เพราะราคาหุ้นมี upside เกินกว่า 25%