2895 จำนวนผู้เข้าชม |
นายธานินทร์ พานิชชีวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ทางยกระดับดอนเมือง (DMT) เปิดเผยแผนธุรกิจปีนี้ว่า ตั้งเป้ารายได้เติบโตจากปีก่อนไม่ต่ำกว่า 30% เพราะบริษัทฯ คาดการณ์จำนวนผู้ใช้บริการเฉลี่ยต่อวันไม่ต่ำกว่า 110,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีปริมาณการจราจรเฉลี่ยวันละ 85,000 คันต่อวัน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูง จากสองเหตุผล ประการแรก เป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงในเดือนธันวาคม และประการที่สอง การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ทำให้ปริมาณการเดินทางโดยรวม โดยเฉพาะการใช้บริการสนามบินดอนเมืองมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น และอาจสูงกว่าที่ประเมินไว้ เนื่องจากไม่น่ามีการจำกัดการเดินทางและการล็อคดาวน์เหมือนช่วงวิกฤตโควิด
พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังได้กำหนดแผนธุรกิจ 5 ปี (2566-2570) โดยมุ่งเน้นด้านความยั่งยืน ผ่าน 7 แนวทาง คือ
1. กลยุทธ์พัฒนาและยกระดับการให้บริการทางยกระดับที่สมบูรณ์แบบ (Safer Road Traffic Management) ครบถ้วนทั้งมาตรฐานการให้การบริการ ความสะดวกสบาย รวดเร็ว และปลอดภัย
2. กลยุทธ์เติบโตไปด้วยกัน (Inclusive Growth) เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการบริหารการจัดการต้นทุนการดำเนินงาน เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขัน และดึงดูดพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อต่อยอดไปยังโครงการทางด่วนใหม่ๆ และเติบโตไปด้วยกัน
3. กลยุทธ์พัฒนาธุรกิจอื่น (Other Non-Toll) เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและแนวคิด ซึ่งจะนำไปสู่ธุรกิจอื่นๆ และแหล่งรายได้ใหม่ๆ ทั้งที่เกี่ยวเนื่องกับทางด่วน อย่างการร่วมจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับกลุ่มฮันชิน เอ็กซเพรสเวย์ (Hanshin Expressway -HEX) จากญี่ปุ่น ในปลายปีก่อน และโครงการอื่นๆ นอกเหนือจากทางด่วน เช่น Start up ต่างๆ
4. กลยุทธ์ความยั่งยืน (ESG) เพื่อส่งมอบคุณค่าในหลายมิติ ทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การช่วยอนุรักษ์พลังงาน และการลดก๊าชเรือนกระจก ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
5.กลยุทธ์พัฒนาศักยภาพบุคลากร ให้มีความยืดหยุ่น ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและปัจจัยแวดล้อม (HPO Resilience Management) ซึ่งจะทำให้องค์กรขับเคลื่อนไปได้อย่างคล่องแคล่ว และตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว
6. กลยุทธ์การบริหารเงินสดและต้นทุนการเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถรับมือความผันผวนจากทิศทางดอกเบี้ย ค่าเงิน และเพิ่มอัตรากำไร

และกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ การสร้างการรับรู้ความเชี่ยวชาญและผลงานขององค์กร ผ่านการรับรองจากหน่วยงานภายนอก (DMT Excellence Recognition) เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมทางหลวง ซี่งเป็นเจ้าของสัมปทาน ให้ความเชื่อถือและให้ความไว้วางใจบริษัทฯ ในฐานะตัวเลือกแรกให้บริการสัมปทานต่อเนื่อง พร้อมสร้างโอกาสคว้าสัมปทานจากโครงการใหม่อื่นๆ
ส่วน ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กรรมการผู้จัดการ DMT ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ปีนี้บริษัทฯ ตั้งงบลงทุนไว้ 434 ล้านบาท หลักๆ จะใช้เพื่อศึกษาวิจัยในงานเทคโนโลยีทางยกระดับ และการศึกษางานในโครงการต่างๆ ที่จำเป็น ส่วนที่เหลือจะใช้เพื่อลงทุนด้านเทคโนโลยีทรัพย์สินใหม่ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการดำเนินงานลดลง และการบำรุงรักษาทางยกระดับตามแผนงาน
สำหรับแผนประมูลโครงการใหม่ ทั้ง 3 โครงการ มีความคืบหน้าดังนี้ โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองส่วนต่อขยายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต – บางปะอิน (M5) ระยะทาง 22 กิโลเมตร มูลค่า 39,956 ล้านบาท ล่าสุด กรมทางหลวงอยู่ระหว่างการจัดเตรียมข้อมูลเพื่อนำเสนอกระทรวงคมนาคม และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) รวมถึงคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พิจารณาตามขั้นตอน คาดว่าน่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อจะได้นำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ภายในเดือนมีนาคม เพื่อดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการมาตรา 36 เพื่อจัดทำร่างข้อเสนอ (RFP) ก่อนเปิดประมูลคัดเลือกเอกชน ช่วงปลายปี เพื่อให้สามารถเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2567-70 ก่อนเปิดให้บริการในปี 2571 ตามแผนงาน
ส่วนโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางขุนเทียน - บ้านแพ้ว (M82) ระยะทาง 24.7 กิโลเมตร มูลค่า 45,730 ล้านบาท ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบรูปแบบการร่วมลงทุน (PPP) ในลักษณะ Gross Cost ระยะเวลาสัญญา 32 ปี (ก่อสร้าง 2 ปี และให้บริการ 30 ปี) แล้วเมื่อวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา คาดว่า น่าจะเปิดคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนได้ภายในกลางปีนี้ และเริ่มก่อสร้างติดตั้งงานระบบช่วงแรกภายในปลายปี โดยคาดจะพร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบตลอดทั้งสายพร้อมงานระบบเก็บเงินค่าผ่านทางได้ในปี 2568
ขณะที่โครงการทางพิเศษสายกะทู้ – ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ระยะทาง 4 กิโลเมตร มูลค่า 14,177 ล้านบาท ล่าสุด การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้เปิดขายเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชน ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม จนถึงวันที่ 25 มกราคมนี้ โดยกำหนดยื่นเอกสารวันที่ 7 เมษายน เปิดซองเอกสารข้อเสนอ 28 เมษายน ซึ่งบริษัทฯ อยู่ในระหว่างจัดทำ Feasibility โครงการ เพื่อพิจารณาการเข้าร่วมการประมูลต่อไป เพราะตามแผนงาน กำหนดระยะเวลาในการก่อสร้างระหว่างปี 2567-2570 เพื่อให้ทันเปิดให้บริการภายในปี 2571
