MGC เคาะราคาขาย IPO ที่ 7.95 บาท เปิดจอง 18-20 เม.ย. นี้ ก่อนเข้าซื้อขายวันแรก 26 เม.ย.

4050 จำนวนผู้เข้าชม  | 

MGC เคาะราคาขาย IPO ที่ 7.95 บาท เปิดจอง 18-20 เม.ย. นี้ ก่อนเข้าซื้อขายวันแรก 26 เม.ย.


นายวราห์ สุจริตกุล ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า (FNS) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น บมจ. มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น เอเชีย (MGC) เปิดเผยว่า พร้อมเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 280 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 25% ของทุนจดทะเบียนหลัง IPO ที่ราคาหุ้นละ 7.95 บาท จากราคาพาร์ 50 สตางค์ ระหว่างวันที่ 18 – 20 เมษายนนี้ ผ่าน บมจ. หลักทรัพย์ บัวหลวง (BLS) ซึ่งเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นร่วมกับบริษัทฯ และผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญอีก 3 ราย คือ บมจ. หลักทรัพย์ เคจีไอ ประเทศไทย (KGI) บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส (ASPS) และบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ (TSC) คาดว่าจะพร้อมนำหุ้นเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ วันที่ 26 เมษายนนี้

ทั้งนี้ การตั้งราคาเสนอขายหุ้น IPO ที่ 7.95 บาท คำนวณจากกำไรสุทธิต่อหุ้นอ้างอิงผลดำเนินงานช่วง 4 ไตรมาสล่าสุด (ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคมปีที่ผ่านมา) ซึ่งเท่ากับ 603.50 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายครั้งนี้ (Fully Diluted) จำนวน 1,120 ล้านหุ้น จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 0.54 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ที่ 14.72 เท่า ถือได้ว่าสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานและศักยภาพการเติบโตในระยะยาวของ MGC

 


โดย MGC ทำธุรกิจโฮลดิ้งในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างครบวงจร ครอบคลุม 3 กลุ่มธุรกิจ กลุ่มแรกเป็นธุรกิจจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ระดับโลก อย่าง Rolls-Royce, BMW, MINI, Honda บิ๊กไบค์ BMW Motorrad, Harley-Davidson รวมถึงธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายเรือยอชท์ Azimut และเรือแม่น้ำ Chris-Craft รายเดียวในประเทศไทย ตลอดจนธุรกิจรถยนต์มือสองพร้อมการรับประกัน ธุรกิจจัดหาลูกค้าสำหรับบริการให้เช่าเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว VistaJet และตัวแทนจำหน่ายบัตรโดยสารสายการบินชั้นนำ กลุ่มที่สองเป็นธุรกิจให้บริการหลังการขายและให้บริการซ่อมบำรุงรถยนต์อิสระ ผ่านบริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส ประเทศไทย (MMS) และกลุ่มที่สามเป็นธุรกิจบริการเช่ารถยนต์ทั้งระยะสั้นและระยะยาวพร้อมพนักงานขับ

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีกลุ่มธุรกิจให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) บริการบริหารจัดการ (Shared Service) บริการทางการเงินสำหรับยานยนต์ นายหน้าประกันภัย และบริการทำความสะอาดและเคลือบสีรถยนต์ ซึ่งเป็นธุรกิจสนับสนุนและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการประกอบธุรกิจหลักของบริษัทฯ โดยดำเนินงานผ่านบริษัทย่อย บริษัทร่วม และกิจการร่วมค้า รวม 5 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท ไอ ทเวนตี้โฟร์, บริษัท ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์, บริษัท สบาย แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์, บริษัท ออโต้ สมาร์ท-เอ็กซ์ และบริษัท อัลฟ่า เอกซ์ (Alpha X) ซึ่งเป็นกิจการร่วมค้ากับ บมจ. เอสซีบี เอกซ์ (SCBX) ทำธุรกิจให้บริการทางการเงินอย่างครบวงจร ครอบคลุมสินเชื่อเช่าซื้อ ลีสซิ่ง และสินเชื่อรีไฟแนนซ์ สำหรับยานยนต์และเรือระดับลักชัวรี่

 



ขณะเดียวกัน ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MGC ชี้แจงว่า การเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของบริษัทฯ ในการเพิ่มศักยภาพการขยายธุรกิจ และสร้างผลกำไรให้กลุ่มบริษัทฯ ในระยะยาว ทั้งการขยายพอร์ตธุรกิจเดิมให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ภายใต้โมเดลธุรกิจ MGC-ASIA Ecosystem ที่มุ่งตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ในการเดินทาง (Lifestyle Mobility Ecosystem) และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้นำธุรกิจจำหน่ายและให้บริการหลังการขายยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมกับยกระดับการให้บริการโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ (Digitalization) เตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงสู่ Digi-Tech Lifestyle Mobility โดยไม่ละเลยพันธกิจในการช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อมุ่งสู่องค์กรคาร์บอนต่ำ

ส่วนนางสาวเจิดนภางค์ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงินและบัญชี MGC อธิบายเพิ่มว่า กลุ่มบริษัทฯ มีแผนนำเงินที่ได้จากการระดมทุนราว 2,152.6 ล้านบาท ไปใช้ปรับโครงสร้างเงินทุนผ่านการชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ประมาณ 923.4 - 1,023.4 ล้านบาท รวมถึงใช้ขยายการลงทุนในบริษัท อัลฟา เอกซ์ (Alpha X) ตามที่ระบุไว้ในสัญญากิจการร่วมค้า ประมาณ 500 ล้านบาท และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการดำเนินงานในบริษัทย่อย ทั้งเพื่อขยายศูนย์ให้บริการหลังการขายและซ่อมบำรุงรถยนต์อิสระในบริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส ประเทศไทย (MMS) และเพิ่มจำนวนรถยนต์ Fleet สำหรับการให้เช่าของบริษัทมาสเตอร์ คาร์ เร้นเทิล (MCR) ประมาณ 204.2 – 304.2 ล้านบาท

 



สำหรับผลดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปี (ปี 2563-65) ของ MGC มีการเติบโตของรายได้และกำไรอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง แม้จะต้องเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์โควิด และปัญหาซัพพลายเชนดิสรัปชัน โดยกลุ่มบริษัทฯ มีรายได้รวมเพิ่มจาก 20,275.3 ล้านบาท ในปี 2563 มาเป็น 21,350.3 ล้านบาท และ 23,076.2 ล้านบาท ในปี 2564 และปี 2565 ตามลำดับ คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ปีละ 6.7% ต่อเนื่อง ขณะที่กำไรสุทธิขยายตัวจาก 188.8 ล้านบาท ในปี 2563 มาเป็น 295.5 ล้านบาท และ 595.6 ล้านบาท ในปี 2564 และปี 2565 ตามลำดับ

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้