3472 จำนวนผู้เข้าชม |
นายสมชาย เมฆะสุวรรณโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ไอแอนด์ไอ กรุ๊ป (IIG) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติแผนเข้าร่วมลงทุนในกองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital) ที่เน้นการลงทุนในกลุ่มธุรกิจไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) ภายใต้การบริหารงานของกองทุน Arben Ventures (ABV) ของอเมริกา ด้วยมูลค่าการลงทุนไม่เกิน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะเชื่อมั่นว่า การลงทุนครั้งนี้จะช่วยต่อยอดการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสุขภาพ (Health Tech) ในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน อีกทั้งยังจะเป็นการเสริมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่บริษัทฯ และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น คาดว่าจะเริ่มลงทุนภายในปีนี้
และภายในปีนี้เช่นกัน บริษัทฯ จะมีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ VMO Holding ผู้นำบริการ IT Solution ของเวียดนาม ที่มีฐานลูกค้าทั่วโลก เพื่อร่วมกันต่อยอดบริการด้าน Customer Relationship Management และยังมีแผนลงทุนอีก 2-3 ดีล ซึ่งเป็นดีลทั้งในและต่างประเทศ มาเสริมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่บริษัทฯ และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาวตามมา
สำหรับภาพรวมธุรกิจปีนี้ บริษัทฯ ยังคงตั้งเป้ารายได้ทั้งปีที่ 1,400 ล้านบาท หรือเติบโตมากกว่า 40% ถึงแม้ผลดำเนินงานไตรมาสแรกจะไม่สดสวยนัก (โดยรายได้ทรงตัวจากไตรมาสสุดท้ายปีก่อน (QoQ) แต่เพิ่มขึ้น 13% จากไตรมาสแรกปีก่อน (YoY) สาเหตุจากอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่เกิดจากรายได้จากการให้บริการลดลง เพราะมีการจ้างงานภายนอก ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านพนักงานสูงขึ้น ฉุดให้ผลดำเนินงานพลิกจากมีกำไรจากการดำเนินงาน ทั้ง QoQ และ YoY มาเป็นขาดทุน 33.43 ล้านบาท) เพราะเชื่อมั่นว่า ปัญหา GPM ที่ลดลงจะคลี่คลายในไตรมาส 2 และจะเริ่มเห็นการเติบโตของรายได้ดีขึ้นเป็นลำดับ ทั้งจากธุรกิจเดิมของบริษัทฯ (Organic Growth) ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) หรือธุรกิจวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) ซึ่งยังมีการเติบโตต่อเนื่องในอัตรา 20-25% หนุนด้วยรายได้จากธุรกิจใหม่ ทั้ง MarTech, InsureTech และ HealthTech ตลอดจนรายได้จากบริษัท แลนซิ่ง บิสสิเนส ซิสเต็มส์ (Lansing) ที่เพิ่งควบรวมกิจการแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ตลาดกลับมีมุมมองเชิงลบต่อภาพธุรกิจระยะสั้นของ IIG ส่งผลให้มีการปรับลดประมาณการกำไรปีนี้ และปีหน้า รวมถึงราคาเป้าหมายตามมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเกิดจากแนวโน้มผลดำเนินงานที่ลดลงติดต่อกัน 5 ไตรมาสจากไตรมาสแรกปีก่อน จนถึงไตรมาสแรกปีนี้ และมีผลให้ราคาหุ้นปรับฐานลงกว่า40% ตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
เบื้องต้น ดาโอ (DAOL) ระบุว่า ปัญหา GPM ที่ลดลงในไตรมาสแรก ทำให้ปรับลดประมาณการกำไรปีนี้และปีหน้าลงจากเดิม ที่คาดกำไร 108 ล้านบาทและ 165 ล้านบาท มาเป็นขาดทุน 54 ล้านบาท และกำไร 33 ล้านบาท ตามลำดับ ส่งผลให้ต้องปรับลดราคาเป้าหมายปีนี้ลงจาก 40 บาท เหลือ 25 บาท อิงวิธี DCF พร้อมลดคำแนะนำในการลงทุนเป็น "ถือ” โดยพัฒนาการของราคาหุ้นในอนาคตขึ้นอยู่กับ GPM จะสามารถกลับมาขยายตัวได้มากและเร็วเพียงใด ซึ่งต้องใช้เวลาสักระยะ
เช่นเดียวกับบัวหลวง (BLS) ที่ปรับลดประมาณการกำไรหลักปีนี้ลงจากประมาณการเดิม 57% เหลือ 40 ล้านบาท เติบโตลดลงจากปีก่อน 53% พร้อมลดมูลค่าพื้นฐานลงมาเหลือ 23 บาท เพราะคาดจะยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนในระยะสั้น และแนะนำ “ขาย”