3494 จำนวนผู้เข้าชม |
นายเอกจักร บัวหภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคปปิตอล วัน พาร์ทเนอร์ (Capital One) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บมจ. เจเนซีส เฟอร์ทิลีตี เซ็นเตอร์ (GFC) เปิดเผยว่า ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 60 ล้านหุ้น คิดเป็น 27.27% ของจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมด ที่ราคาพาร์ หุ้นละ 0.50 บาท และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ (mai) ภายในปีนี้
ทั้งนี้ GFC เป็นหนึ่งในผู้นำด้านการให้บริการทางการแพทย์ สำหรับผู้มีปัญหามีบุตรยากด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ครอบคลุมตั้งแต่ให้คำแนะนำ คำปรึกษา การให้บริการตรวจพันธุกรรมของตัวอ่อน การให้บริการแช่แข็งไข่และการฝากไข่ ไปจนถึงการเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ผู้ชำนาญการที่มีประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ผ่านบริษัทย่อย 2 แห่ง คือ บริษัท จีโนโซมิกส์ (GSM) ทำธุรกิจให้บริการตรวจพันธุกรรมของตัวอ่อน (Next generation sequencing: NGS) และบริษัท จีเอฟซี เฟอร์ทิลีตี กรุ๊ป (GFCFG) เป็นบริษัทโฮลดิ้ง (holding company) จัดตั้งขึ้นเพื่อลงทุนในกิจการอื่นที่มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ หรือสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ

ด้านนายกรพัส อัจฉริยมานีกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GFC ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ mai ครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตสู่เป้าหมายการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน สอดรับกับวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ที่ต้องการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์มาโดยตลอด ดูได้จากการเป็นผู้ริเริ่มนำเทคโนโลยี Early Embryo Viability Assessment (EEVA) จากอเมริกา มาช่วยและวิเคราะห์คุณภาพของตัวอ่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำเป็นรายแรกในประเทศไทย เมื่อปี 2563
สำหรับเม็ดเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนนำไปชำระคืนหนี้สถาบันการเงิน ซึ่งใช้ลงทุนขยายคลินิกสาขาสุวรรณภูมิ พระราม 9 รวมถึงสาขาย่อยอื่นๆ ในต่างจังหวัดที่มีศักยภาพ และมีฐานลูกค้าผู้มีบุตรยาก เพื่อขยายพื้นที่การให้บริการเพิ่มมากขึ้น ควบคู่ไปกับการเพิ่มศูนย์ฝึกอบรม นักเทคนิคการแพทย์ ให้สอดคล้องกับการขยายธุรกิจ และสอดรับกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้เข้ารับบริการรักษาภาวะมีบุตรยากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในระยะยาว ส่วนที่เหลือจะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการของกลุ่มบริษัทฯ
ซึ่งการเข้าระดมทุนครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ ให้มีความเข้มแข็ง มีศักยภาพการทำธุรกิจ ที่เป็นไปตามมาตรฐานการรักษาระดับสากล มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง สามารถเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการพัฒนาด้านนวัตกรรม และกระบวนการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความพึงพอใจและความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้บริการทุกกลุ่ม

สำหรับผลดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2563-65) บริษัทฯ มีการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง จาก 214.42 ล้านบาท เพิ่มเป็น 242.12 ล้านบาท และ 275.91 ล้านบาท ตามลำดับ โดยรายได้จากการให้บริการจะสอดคล้องกับจำนวนผู้เข้ามารับบริการรักษาภาวะมีบุตรยาก ขณะที่กำไรสุทธิผันผวนเล็กน้อย จาก 66.55 ล้านบาท เพิ่มเป็น 69.63 ล้านบาท ก่อนลดลงเหลือ 65.68 ล้านบาท สาเหตุจากอัตรากำไรสุทธิ และอัตรากำไรขั้นต้นลดลง เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มสูงขึ้น แต่เชื่อว่า หลังจากคลินิก GFC สาขาสุวรรณภูมิ พระราม 9 แล้วเสร็จ และเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ จะส่งผลให้ภาพรวมผลดำเนินงานกลับมาเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น