3948 จำนวนผู้เข้าชม |
สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส (ASPS) ประเมินภาพตลาดหุ้นไทยไตรมาส 3 มีโอกาสแกว่งตัวผันผวนในกรอบดัชนี 1,480 – 1,542 จุด จากแรงกดดันของความไม่แน่นอนทางการเมือง การสูญเสียความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบัน ที่เกิดจากกรณี บมจ. สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น (STARK) ผสมผสานเข้ากับการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของไทยต่อเนื่องตลอดครึ่งปีแรก และยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรปเกิดภาวะถดถอย (Recession) ชัดเจนขึ้น หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังคงส่งสัญญาณดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดต่อ ยิ่งทำให้โอกาสเห็น Fundflow ไหลเข้าเป็นไปได้ยากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิในครึ่งปีแรก 1.07 แสนล้านบาท ทำให้ตลาดหุ้นปรับฐานลง 9.9% สวนทางตลาดหุ้นโลกที่ปรับขึ้น 12.8% ทำให้ Valuation ของตลาดหุ้นไทย ในเชิง Market Earning Yield Gap ลดลงมาในระดับใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในรอบ 12 ปี ซึ่งถือว่าไม่แพง ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตจากการบริโภคในประเทศและท่องเที่ยว สวนทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรป ประกอบกับกำไรบริษัทจดทะเบียนทั้งปียังเติบโตได้จากปีก่อน 12.6% (เพราะผลดำเนินงานไตรมาส 2 ที่จะทยอยประกาศตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมนี้ มักชะลอตัวจากไตรมาสแรก อีกทั้งฐานกำไรไตรมาส 2 ปีก่อนสูงจากราคาพลังงานที่ปรับแรง) ทำให้ตัวแปรที่กำหนดทิศทางตลาดหุ้นในไตรมาสนี้อยู่ที่ปัจจัยการเมืองในประเทศเป็นสำคัญ

โดยหากการเลือกนายกฯ และการจัดตั้งรัฐบาลดำเนินไปด้วยความราบรื่น จะช่วยเพิ่มแรงดึงดูดให้ Fund Flow ไหลกลับเข้ามาได้ โดยมีความเป็นไปได้ว่า ดัชนีจะปรับขึ้นไปทะลุ 1,520 จุด แต่หากปัจจัยการเมืองไม่ราบรื่น โอกาสเห็นตลาดฟื้นตัวคงต้องไปลุ้นกันต่อในไตรมาสสุดท้ายแทน
โอกาสนี้ นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย ASPS ได้แนะกลยุทธ์การลงทุนว่า ให้ทยอยสะสมหุ้นเมื่อดัชนีถอยลงมาต่ำกว่าหรือใกล้เคียงระดับ 1,480 จุด เน้นไปที่หุ้นที่คาดว่าผลดำเนินงานไตรมาส 2 และไตรมาส 3 จะออกมาดี หรือหุ้นปัจจัยพื้นฐานดีที่ราคาลงไปลึกแล้ว และมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว อย่าง BEM, JMT, SCGP, SCB, IVL, ERW และ III และสำหรับนักลงทุนระยะยาว อาจแบ่งเงินลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคาร และกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ได้ เพราะราคาเริ่มน่าสนใจเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐานที่ยังเติบโตได้
นอกจากนี้ นักลงทุนอาจเริ่มจับจังหวะเริ่มสะสมหุ้นได้ หากมูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยรายวันสูงกว่า 5 หมื่นล้านบาท
สำหรับการจัดพอร์ตลงทุน ให้ถือเงินสด 10% และแบ่งเงินลงทุนในหุ้นไทย 30% หุ้นต่างประเทศ 30% ตราสารหนี้ 15% อีก 15% ให้กระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ทางเลือก โดยเฉพาะ Structured Note และกองทุนอสังหาริมทรัพย์ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนต่างๆ (REITs) ซึ่งจะได้ประโยชน์ทันทีที่ กนง. เริ่มชะลอขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เพราะราคาหน่วยลงทุนกองทุนเหล่านี้ถูกกดดันจากดอกเบี้ยขาขึ้นมากแล้ว โดยฝ่ายวิจัย ASPS ตั้งสมมติฐานว่า จะเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกเพียง 1 ครั้งในปีนี้
ส่วนการลงทุนหุ้นต่างประเทศ นายบำรุงพงษ์ ชีวธนากรณ์กุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์หุ้นต่างประเทศ ASPS แนะทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ ที่ผลประกอบการมีแนวโน้มออกมาดี โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีที่เป็น Big Cap ที่ยังไม่ทำ All Time High อย่าง Netflix และ Amazon หรือหุ้นกลุ่ม Technology และ Communication Services ที่ตลาดคาดการณ์กำไรไตรมาส 2 – 4 ยังเติบโตต่อเนื่อง และกลุ่ม Consumer Discretionary ที่คาดการณ์กำไรจะพลิกกลับมาโดดเด่นในครึ่งปีหลัง โดยซื้อสะสมบริเวณแนวรับ ดัชนี S&P500 ที่ 4,300 – 4,325 จุด
สำหรับหุ้นจีน ซึ่งถูกกดดันจากตัวเลขเศรษฐกิจออกมาต่ำกว่าตลาดคาด สะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่แม้จะเปิดประเทศเต็มรูปแบบตั้งแต่ต้นปี แต่น่าจะเริ่มเห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ มากขึ้น ผ่านการลดดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินกู้ รวมถึงลดอัตราการดำรงเงินสำรอง (RRR) หนุนด้วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คาดจะขยายตัวได้ดีในไตรมาสสุดท้ายของปี ช่วงวันหยุดยาว (Golden Week) 7-8 วัน และด้วย Valuation ของดัชนีฮั่งเส็ง ซึ่งปัจจุบันซื้อขายที่ Forward P/E บริเวณต่ำกว่า 1SD ซึ่งเป็นบริเวณที่ Downside Risk จำกัด ทำให้แนะนำซื้อเก็งกำไรหุ้น Big Cap. ที่มี Valuation ต่ำ พร้อมกับการปลดล็อคมูลค่าของกิจการผ่านการนำบริษัทลูกเข้า IPO อย่าง Alibaba JD. Com โดยซื้อที่แนวรับดัชนี HSI ที่ 19,000 จุด
ขณะที่ตลาดหุ้นเวียดนาม เริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น หลังมีการปรับลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง