KCG เคาะราคา IPO 8.50 บาท เปิดจอง 20 - 24 ก.ค.นี้ ก่อนเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ 3 ส.ค.

4262 จำนวนผู้เข้าชม  | 

KCG เคาะราคา IPO 8.50 บาท เปิดจอง 20 - 24 ก.ค.นี้ ก่อนเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ 3 ส.ค.

      

นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บมจ. หลักทรัพย์ บัวหลวง (BLS) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น บมจ. เคซีจี คอร์ปอเรชั่น (KCG) เปิดเผยว่า พร้อมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 155 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 28.40% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด ที่ราคาหุ้นละ 8.50 บาท จากราคาพาร์หุ้นละ 1 บาท ระหว่างวันที่ 20 - 21 และ 24 กรกฎาคมนี้ ผ่านบริษัทฯ และผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญอีก 3 ราย คือ บมจ. หลักทรัพย์ กรุงศรี (KSS) บมจ. หลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน ประเทศไทย (UOBKH) และบริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง (KTX) คาดว่าจะเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 3 สิงหาคมนี้   

ทั้งนี้ การตั้งราคาขายที่ 8.50 บาท พิจารณาจากผลสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ (Book Building) ของนักลงทุนสถาบัน ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ผลดำเนินงานที่เติบโตอย่างมั่นคงต่อเนื่องทั้งด้านรายได้และกำไร แผนลงทุน และศักยภาพการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว จากการเป็นธุรกิจที่สอดรับกับการขยายตัวของความเป็นเมือง (Urbanization) การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยว ร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ต่างๆ ตลอดจนความนิยมในการบริโภคอาหารตะวันตกที่เติบโตมากขึ้น รวมถึงกระแสการใส่ใจดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น จึงทำให้มีความต้องการผลิตภัณฑ์จากชีสและเนยมากขึ้น  

ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาจากผลกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น ช่วง 12 เดือนย้อนหลัง นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนปีที่แล้ว ถึงวันที่ 31 มีนาคมปีนี้ แล้วหารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัทฯ หลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (Fully Diluted) จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้นที่ 0.49 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (Price to Earnings Ratio หรือ P/E) ที่ระดับ 17.33 เท่า ซึ่งต่ำกว่าหุ้นหลายตัวในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ถือได้ว่าการตั้งราคา IPO มี discount ในระดับหนึ่งแล้ว

ด้าน ดร.วาทิต ตมะวิโมกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้อำนวยการ KCG ชี้แจงว่า บริษัทฯ เป็นผู้นำด้านการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารใน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ทั้งผลิตภัณฑ์เนย เนยแข็ง และผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปมาจากนม อย่างนมพร้อมดื่ม วิปปิ้งครีม กลุ่มผลิตภัณฑ์ประกอบอาหารและเบเกอรี่ และกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ทำเบเกอรี่ ส่วนผสมของอาหาร อาหารสำเร็จรูป แป้งเค้ก แป้งมิกซ์ หรือผลิตภัณฑ์บิสกิต ที่ดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ในการเป็นบริษัทชั้นนำในการนำเสนอผลิตภัณฑ์จากนมและอาหารรสเลิศ รวมทั้งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่มุ่งมั่นเพื่อการดำเนินชีวิตที่ทันสมัย เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่สร้างความรื่นรมย์ให้กับรสชาติอาหารที่มีคุณภาพในทุกช่วงมื้ออาหารของผู้บริโภค ตลอดจนจัดหาวัตถุดิบและคัดสรรผลิตภัณฑ์อาหารแบรนด์ชั้นนำจากทั่วทุกมุมโลก ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคทุกเพศทุกวัยทั้งในและต่างประเทศ  

 



ปัจจุบัน บริษัทฯ ครองความเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์เนยและชีสในประเทศ ด้วยส่วนแบ่งตลาด 55% และ 31.6% ตามลำดับ สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ประกอบการทำเบเกอรี่ และผลิตภัณฑ์บิสกิต มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ใน 5 อันดับแรก

สำหรับการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้บริษัทฯ สามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมใหม่ๆ ผ่านการขยายกำลังการผลิต และพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้า KCG Logistics Park ทั้งแบบแช่แข็ง (Frozen) และแบบอุณหภูมิห้อง (Ambient) ให้มีความทันสมัยและครบวงจร เพื่อรองรับการเติบโตทั้งในและต่างประเทศ ส่วนที่เหลือจะนำไปชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน รวมถึงขยายธุรกิจผ่านการร่วมทุน หรือควบรวมกิจการ (M&A) เน้นไปที่ธุรกิจต้นน้ำ เช่น ผู้ผลิตวัตถุดิบไขมันนม ชีส น้ำมันปาล์ม ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตให้กับธุรกิจอย่างชัดเจน เพื่อยกระดับการเป็นผู้นำการผลิตและนำเข้าผลิตภัณฑ์เนย ชีส และอาหารสำเร็จรูปชั้นนำจากทั่วโลก รายใหญ่ในไทย สร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

ส่วนนายดำรงชัย วิภาวัฒนกุล รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส KCG เสริมถึงแผนลงทุนว่า นอกจากจะมีการลงทุนสร้าง และพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้า เพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บและบริหารจัดการสินค้าให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว บริษัทฯ พร้อมลงทุนเครื่องจักรระบบอัตโนมัติเพื่อขยายกำลังการผลิต ประเดิมด้วยผลิตภัณฑ์ชีส ในปีนี้เพิ่มเป็นเท่าต้ว จากปีละ 2,106 ตัน เป็นปีละ 4,212 ตัน ต่อด้วยการขยายกำลังการผลิตเนยที่โรงงานเทพารักษ์ในปีหน้า เพิ่มจากปีละ 18,596 ตัน เป็น 23,261 ตัน พร้อมกับทยอยลงทุนเครื่องจักรใหม่และปรับพื้นที่สร้างห้องปลอดเชื้อที่โรงงานบางพลี รวมถึงเตรียมปรับพื้นที่ติดตั้งเครื่องจักรระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2571 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูง และบริหารต้นทุนการผลิตให้ลดลง  

ขณะที่แผนพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ บริษัทฯ มีการจัดตั้งทีมนวัตกรรม (Innovation Management) ขึ้นมาทำหน้าที่ศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อพัฒนาหรือลงทุนในผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในอนาคต ครอบคลุมถึงการหาแนวทางบริหารจัดการต้นทุนสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นสูงด้วย

 



ขณะเดียวกัน เพื่อผลักดันการเติบโตของรายได้ บริษัทฯ มีแผนสร้างช่องทางการจำหน่ายภายในประเทศที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง สำหรับลูกค้ากลุ่มผู้บริโภค (B2C) จะเน้นจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เช่น Lazada, Line Official, Freshket, Shopee, Pandamart  ส่วนผลิตภัณฑ์บางประเภท เช่น เบเกอรี่ บิสกิต พร้อมขยายช่องทางจำหน่ายผ่านร้าน BAO Café หรือผลิตภัณฑ์กลุ่มชีสและเนย เตรียมวางจำหน่ายผ่านร้านสะดวกซื้อ Lawson 108 รวมถึงขยายช่องทางจำหน่ายผ่านตู้สินค้าอัตโนมัติ (Vending Machine) ของพันธมิตรประมาณ 2,500 ตู้ทั่วประเทศ  

สำหรับกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการ (B2B) อย่างกลุ่มผู้ให้บริการด้านอาหาร ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร จัดเลี้ยง หรือกลุ่ม HORECA และกลุ่มลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรมผลิตอาหาร พร้อมเดินหน้าจัดหาผลิตภัณฑ์อย่างครบวงจร และยกระดับการให้บริการที่ประทับใจมากขึ้น ผ่านการพัฒนาระบบ Cold Chain Fulfillment ซึ่งเป็นการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าได้หลากหลายประเภท  

ขณะที่แผนขยายตลาดต่างประเทศ ผ่านตัวแทนจัดจำหน่าย บริษัทฯ ตั้งเป้าขยายธุรกิจในอินเดีย จีน อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง รวมถึงวางแผนขยายพันธมิตรทางธุรกิจกับตัวแทนจัดจำหน่ายสินค้าในต่างประเทศ เช่น เวียดนาม เพื่อขยายฐานจำหน่ายสินค้า โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่เป็นแบรนด์บริษัทฯ เองเพิ่มขึ้นเป็น 10% ของรายได้รวม ภายในปี 2568 

 



โอกาสนี้ นางกนกวรรณรัตน์ ศรีมณีศิริ รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานบัญชีและการเงิน KCG กล่าวถึงผลดำเนินงานย้อนหลังของบริษัทฯ ว่า มีการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง จาก 4,950.0 ล้านบาท ในปี 2563 เพิ่มเป็น 5,265.0 ล้านบาท ในปี 2564 และ 6,232.7 ล้านบาท ในปี 2565 ตามลำดับ ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มจาก 244.2 ล้านบาท ในปี 2563 เป็น 303.4 ล้านบาท ในปี 2564 ก่อนจะอ่อนตัวลงมาที่ 241.1 ล้านบาท ในปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบ และต้นทุนการนำเข้าสินค้า อันเนื่องมาจากสถานการณ์รัสเซีย ยูเครน และการอ่อนค่าของเงินบาท แต่เมื่อสถานการณ์เหล่านี้คลายตัว ทำให้ผลดำเนินงานงวดไตรมาสแรกปีนี้ บริษัทฯ มีรายได้รวมที่ 1,723.3 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ  58.4 ล้านบาท ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน 30.6% และ 81.4% ตามลำดับ โดยหลักมาจากยอดขายผลิตภัณฑ์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ  

สำหรับสัดส่วนรายได้ แบ่งตามประเภทผลิตภัณฑ์ มาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม และผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปมาจากนม สูงถึง 58-61% รองลงไปเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ประกอบอาหารและเบเกอรี่ ในสัดส่วน 26-31% และกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในสัดส่วน 10-14% แต่หากพิจารณาจากช่องทางการจำหน่าย จะพบว่า บริษัทฯ มีรายได้จากการขายในประเทศมากที่สุด แบ่งเป็นยอดขายจากกลุ่มผู้บริโภค (B2C) ในสัดส่วน 53-60% และกลุ่มผู้ประกอบการ (B2B) ในสัดส่วน 36-42% ขณะที่การส่งออกมีเพียง 3-6%  

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้