ยก KTB BBL SCBX หุ้น Top pick กลุ่มธนาคาร

5083 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ยก KTB BBL SCBX หุ้น Top pick กลุ่มธนาคาร

 

หลังจากหุ้นกลุ่มธนาคารทยอยประกาศผลดำเนินงานไตรมาส 2 สรุปได้ว่า กำไรไตรมาส 2 ของหุ้นกลุ่มธนาคารอยู่ที่ 6.16 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.25% จากไตรมาสแรก (QoQ) และ 17.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ 4% โดย TISCO และ TTB รายงานกำไรที่แข็งแกร่งเกินคาด มีเพียง KKP เท่านั้นที่รายงานกำไรต่ำกว่าคาด จากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ที่สูง ส่วนที่เหลือเป็นไปตามที่คาด

ทั้งนี้ ทุกธนาคารรายงานส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่น่าประทับใจ ตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูงขึ้น และต้นทุนเงินฝากที่ควบคุมได้ดี ขณะเดียวกัน รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (non-NII) ดีกว่าที่คาดไว้จากธุรกิจขายประกันชีวิตผ่านธนาคารพาณิชย์ (bancassurance) และกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรขาดทุน ขณะที่หนี้เสีย (NPL) ลดลงจาก 3.6% ในไตรมาสแรก เหลือ 3.4% สาเหตุจาก NPL ที่ลดลงของ BBL KTB และ TTB เป็นหลัก ส่วนอัตราสำรองต่อหนี้สูญ (coverage ratio) ยังคงยืนระดับสูง

อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นความแตกต่างของคุณภาพสินทรัพย์ชัดเจนมากขึ้นในไตรมาสนี้ โดยธนาคารที่มีการอนุมัติสินเชื่อแบบอนุรักษ์นิยมในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อย่าง TISCO BBL TTB และ KTB ยังคงสามารถควบคุม credit cost และ NPL ได้เป็นอย่างดี สวนทางกับ KBANK SCB และ KKP ที่รายงานคุณภาพสินทรัพย์อ่อนแอลง โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อ สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อ SME ที่มีความเปราะบางมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนสินเชื่อ (credit cost) ในไตรมาสนี้ปรับเพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ มาอยู่ที่ 140 bps

สำหรับภาพครึ่งปีหลัง มีการคาดหมายกันว่า กลุ่มธนาคารจะได้อานิสงส์จากดอกเบี้ยขาขึ้น หนุนให้ NIM ขยายตัวได้ต่อ และความต้องการสินเชื่อที่เร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาส 4 แต่แรงกดดันจากความเปราะบางของคุณภาพสินทรัพย์ ทำให้ธนาคารยังจำเป็นต้องตั้งสํารองในระดับสูง ยิ่งรายได้ค่าธรรมเนียมมีแนวโน้มจะลดลงตามความผันผวนของตลาดทุน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดําเนินงาน (OPEX) มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น ทำให้กําไรสุทธิโดยรวมในครึ่งปีหลังอาจปรับลดลงจากครึ่งปีแรก ถึงจะแม้ยังเติบโต 10-15% YoY

ขณะเดียวกัน ความกังวลเรื่องคุณภาพสินทรัพย์จะยังคงกดดันให้ไม่มีความจำเป็นต้องปรับมูลค่าหุ้นกลุ่มธนาคารขึ้นในระยะสั้น ถึงแม้ธนาคารส่วนมากจะซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (P/BV) เฉลี่ย 5 ปี ดังนั้น เมื่อให้เลือกหุ้นเด่นในกลุ่ม ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์เกือบทุกค่ายจะให้น้ำหนักกับธนาคารที่มีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่แข็งแกร่ง รวมถึงมีสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อรายย่อย และสินเชื่อ SME ที่ต่ำ ซึ่งจะทำให้ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น และการขยายสินเชื่อได้ดีที่สุด ส่งผลให้กําไรมีแนวโน้มเติบโตโดดเด่นสุด

อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) กสิกรไทย (KS) ไพ (Pi) และดาโอ (DAOL) คิดเหมือนกัน เพราะเลือก KTB และ BBL เป็นหุ้น Top pick โดยให้มูลค่าพื้นฐานของ KTB ที่ 25 บาท 24.75 บาท 23 บาท และ 21 บาท ตามลำดับ ส่วน BBL ให้มูลค่าพื้นฐานที่ 210 บาท 196 บาท 190 บาท และ 195 บาท

ขณะเดียวกัน KS และ Pi ยังเลือกหุ้นอันดับรองลงไปด้วย โดย KS เลือก TTB (มูลค่าพื้นฐาน 1.83 บาท) ขณะที่ Pi เลือก SCBX (มูลค่าพื้นฐาน 122 บาท)

ส่วนฟินันเซีย ไซรัส (FSS) เลือก BBL (มูลค่าพื้นฐาน 197 บาท) และ TTB (มูลค่าพื้นฐาน 1.83 บาท)

สำหรับหยวนต้า แนะนำ SCBX (มูลค่าพื้นฐาน 144 บาท) เป็น Top Pick เพราะเป็นธนาคารใหญ่ที่ผลดำเนินงานไตรมาส 2 เด่นสุด และคาดจะมีความน่าสนใจมากขึ้น ตามสัดส่วนกำไรจากธุรกิจสินเชื่อรายย่อยที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หนุนให้ ROE ในระยะยาวปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งปันผลสูง โดยคาดปันผลปีนี้ทั้งปีระดับ 6.5% ซึ่งตรงกับยูโอบี เคย์เฮียน (UOBKH) ที่เลือก SCBX เพียงตัวเดียว โดยให้มูลค่าพื้นฐาน 130 บาท แต่แนะนําทยอยซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้