4665 จำนวนผู้เข้าชม |
นายเจมส์ ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. แม็คกรุ๊ป (MC) ธุรกิจค้าปลีกประเภทสินค้าแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ แบรนด์ "แม็คยีนส์" เปิดเผยถึงผลดําเนินงานรอบบัญชีปี 2566 (เริ่ม 1 กรกฎาคม 2565 ถึง 30 มิถุนายน 2556) ว่า เป็นปีที่บริษัทฯ ประสบความสำเร็จเกินเป้าหมายที่วางไว้ที่จะเติบโต 20% เมื่อสามารถทำรายได้จากการขายสินค้าได้ถึง 3,670 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.6% จากรอบบัญชีปีก่อน (YoY) และหนุนให้บริษัทฯ ทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All Time High) ครั้งใหม่ โดยมีกำไรสุทธิ 644 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.5% YoY สาเหตุจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัว รวมถึงแผนขยายช่องทางการขายเพิ่มต่อเนื่อง ด้วยการเปิดสาขาเพิ่มอีก 52 แห่ง โดยร้านค้าปลีก มีรายได้ 2,415 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.8% และสาขาในห้างสรรพสินค้ามีรายได้ 798 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.3% ผลักดันให้อัตรากำไรสุทธิขยายตัวจาก 16.5% มาอยู่ที่ 17.4% และมีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงในระดับ 64.8%
โอกาสนี้ บริษัทฯ เตรียมจ่ายเงินปันผลสำหรับผลดำเนินงานงวดครึ่งหลังของรอบบัญชีปี 2566 ในอัตราหุ้นละ 0.36 บาท กำหนดวันที่ไม่มีสิทธิได้รับเงินปันผล (XD) วันที่ 2 พฤศจิกายนนี้ ก่อนจ่ายเงินตามมาในวันที่ 24 พฤศจิกายน ซึ่งเมื่อคิดรวมเงินปันผลระหว่างกาลที่จ่ายก่อนหน้านี้ ในอัตราหุ้นละ 0.45 บาท ทำให้ในรอบบัญชีปี 2566 บริษัทฯ จ่ายปันผลรวมทั้งสิ้น 0.81 บาท คิดเป็นอัตราเกือบ 100% ของกำไรสุทธิ เนื่องจากยังคงสถานะเป็นบริษัทที่ไม่มีหนี้เงินกู้กับสถาบันการเงิน
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MC ยังได้เปิดเผยแผนงานสำหรับงวดบัญชีปี 2567 ด้วยว่า ยังคงตั้งเป้าเติบโตเป็นเลขสองหลักต่อเนื่อง ขับเคลื่อนจากการขยายสาขา การเพิ่มสินค้าใหม่ๆ และการทำแคมเปญต่างๆ เพื่อผลักดันการเติบโตของยอดขาย ขณะที่การลงทุนศูนย์กระจายสินค้า Mc Fulfillment Center จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้า ทำให้บริษัทฯ สามารถลดต้นทุน และค่าใช้จ่าย รวมถึงการจัดการสินค้าคงคลังให้ดีขึ้นด้วย และช่วยรักษาอัตรากำไรสุทธิให้ขยายตัวในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง และอาจได้ประโยชน์เพิ่มหากรัฐบาลใหม่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ เพิ่มเติม

สำหรับมุมมองนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ยังคงมองกำไรสุทธิรอบบัญชีปี 2567-68 มีโอกาสเติบโตทำ New All Time High ได้ต่อเนื่อง หลังยอดขายเดือนกรกฎาคม และสิงหาคม ซึ่งเป็น 2 เดือนแรกของงวดบัญชีไตรมาสแรกยังเติบโตระดับ 2 หลัก และมีแนวโน้มดีต่อ จากยอดขายที่เติบโตตามแผนขยายสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ การเพิ่มสินค้าใหม่ๆ และการทำแคมเปญต่างๆ เพื่อกระตุ้นตลาด รวมถึงการได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวในประเทศ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ ของรัฐบาลชุดใหม่
โดยทิสโก้ (TSC) คาดผลดำเนินงานรอบบัญชีปี 2557 และ 2558 เติบโต 10-17% ส่วนไพ (Pi) ประเมินกำไรสุทธิทั้ง 2 ปีเติบโต 11% ต่ำกว่า ดีบีเอส วิคเกอร์ส (DBSV) และกรุงศรี พัฒนสิน (KCS) ที่คาดการณ์กำไรสุทธิทั้ง 2 ปี เติบโตระดับ 13% และ 16% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การตั้งสมมติฐานในการประเมินมูลค่าที่แตกต่างกัน ทำให้ TSC ให้ราคาเป้าหมายที่ 14.30 บาท ใกล้เคียง DBSV ที่ 14 บาท ขณะที่ KCS และ Pi ให้ไว้เท่ากันที่ 16 บาท
แต่เนื่องจาก MC เป็นหุ้นที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอ ในอัตรา 6-7% ทำให้ Theme การลงทุนควรมุ่งไปที่การลงทุนระยะยาวเพื่อรับเงินปันผล มากกว่าคาดหวัง capital gain จากราคาหุ้น