1793 จำนวนผู้เข้าชม |
นางสาววีรยา ศรีวัฒนะ หัวหน้าฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี ประเทศไทย (CGS-CIMBS) ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น พร้อมด้วยนางสาวเศรษฐลักษณ์ ณรงค์วโรดม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ. หลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน ประเทศไทย (UOBKH) ที่ปรึกษาทางการเงิน บมจ. วินโดว์ เอเชีย (WINDOW) ให้ความเห็นถึงการการเข้าซื้อขายวันแรกของ WINDOW ในวันพุธที่ 25 ตุลาคมนี้ว่า มีความมั่นใจว่า นักลงทุนจะให้การตอบรับเป็นอย่างดี จากพื้นฐานธุรกิจในการเป็นผู้นำธุรกิจผลิตและจำหน่ายประตูและหน้าต่างสำเร็จรูป ที่ทำจากเส้นอลูมิเนียมและเส้นยูพีวีซี ที่มีจุดแข็งทั้งการเป็นรายเดียวที่กล้ารับประกันสินค้าตลอดอายุการใช้งาน และการมีช่องทางจำหน่ายครอบคลุมทั่วประเทศ ผ่านร้านค้าปลีกวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ (Modern trade) และร้านค้าปลีกวัสดุก่อสร้างแบบดั้งเดิม (Traditional trade) รวมถึงร้านค้าของบริษัทฯ เอง กว่า 653 แห่ง ช่วยให้ครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับหนึ่ง
สำหรับการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ จะทำให้บริษัทฯ บรรลุเป้าหมายในการขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งมากขึ้น ผ่านการลงทุนโรงงานใหม่ และเครื่องจักรเพื่อขยายกำลังการผลิตประตูและหน้าต่างอลูมิเนียมและยูพีวีซีให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น รวมถึงเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บสินค้าสำเร็จรูป และการจัดส่งสินค้า และมีเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจให้สอดรับกับแผนขยายฐานตลาดออกไปสู่การรับงานโครงการจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ฯ ในประเทศ และการขยายตลาดใหม่ๆ ทั้งในประเทศ และในภูมิภาค ตลอดจนเพิ่มความเข้มแข็งทางการเงิน ด้วยการชำระคืนเงินกู้สถาบันการเงินส่วนหนึ่ง ซึ่งจะผลักดันให้ WINDOW เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
ส่วนนายธนินทร์ รัตนศิริวิไล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WINDOW มั่นใจว่า การเข้าซื้อขายวันแรกจะไม่สร้างความผิดหวังให้นักลงทุน โดยมีความคาดหวังว่า นักลงทุนจะให้การตอบรับด้วยดี เหมือนช่วงเปิดขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่นักลงทุนเป็นครั้งแรก (IPO) ในราคาหุ้นละ 2.10 บาท ก่อนหน้านี้ เนื่องจากบริษัทฯ มีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดูได้จากรายได้ย้อนหลังช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2563-2565) มีการเติบโตเป็นเลข 2 หลัก (Double Digit) ต่อเนื่อง จาก 747.50 ล้านบาท เพิ่มเป็น 835.51 ล้านบาท และ 913.35 ล้านบาท ตามลำดับ อีกทั้งทีมผู้บริหารมีความตั้งใจที่จะผลักดันให้ธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยอาศัยเงินทุนที่ได้จากระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ช่วยเพิ่มศักยภาพการทำธุรกิจให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น ช่วยผลักดันความสำเร็จ และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นอย่างมั่นคง
และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนเพิ่มเติม ทางผู้ถือหุ้นใหญ่พร้อมใจกันไม่ขายหุ้นในมือออกมาอีกด้วย