5616 จำนวนผู้เข้าชม |
นางสาวชูศรี เกียรติขจรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ราช กรุ๊ป (RATCH) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าแผนลงทุนธุรกิจไฟฟ้าในออสเตรเลีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อย่างต่อเนื่อง ทั้งการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงการที่อยู่ในพอร์ต ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 10 โครงการ พร้อมกับเร่งติดตามบริหารโครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างให้แล้วเสร็จ และเดินเครื่องตามกำหนดเวลาตามที่สัญญาระบุไว้ ด้วยกำลังผลิตตามสัดส่วนการลงทุนรวม 2,918.23 เมกะวัตต์ (MW) ทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2567 – 2576 รวมทั้งจัดการประสิทธิภาพและต้นทุนการผลิตของโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องด้วย
สำหรับภาพระยะสั้น ปี 2567 นี้ บริษัทฯ จะมีกำลังการผลิตเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นอีก 459 MW จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมหินกอง ชุดที่ 1 กำลังผลิตตามสัดส่วนลงทุน 392.70 MW โครงการโรงไฟฟ้าอาร์อีเอ็น โครงการโรงไฟฟ้าสหโคเจนใหม่ และโครงการโรงผลิตไฟฟ้านวนครส่วนขยายระยะที่ 3 โดยโครงการโรงไฟฟ้าหินกอง ชุดที่ 1 มีกำหนดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในเดือนมีนาคมตามแผน หลังจากบริษัท หินกอง เพาเวอร์ โฮลดิ้ง ซึ่งเป็นผู้จัดหาพลังงานในการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า ได้ลงนามสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลวปีละ 0.5 ล้านตัน เป็นเวลา 3 ปี กับบริษัท Gunvor Singapore เรียบร้อยแล้ว
ส่วนในออสเตรเลีย ซึ่งถือเป็นฐานธุรกิจด้านพลังงานทดแทนที่สำคัญ บริษัทฯ ได้มีการศึกษาเพื่อพัฒนาโครงการที่จะสนับสนุนยุทธศาสตร์ด้านพลังงานสะอาด และความมั่นคงระบบไฟฟ้าของออสเตรเลีย ผ่านบริษัทย่อย ราช-ออสเตรเลีย คอร์ปอเรชั่น ด้วยการพัฒนาโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจา คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ รวมถึงการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการพลังงานลมขนาดใหญ่ 120 MW ในรัฐควีนส์แลนด์ เพิ่มเติมจากการพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ 152 MW ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน 81 MW ในรัฐนิวส์เซาท์เวลส์ ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานขนาด 100 MW เพื่อกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งผลิตพลังงานทดแทนและจำหน่ายผ่านระบบสายส่ง


สำหรับในเวียดนาม บริษัทฯ ได้ศึกษาศักยภาพและโอกาสการลงทุนจากจากแผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติ (PDP) ฉบับที่ 8 ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเพิ่มกำลังการผลิตถึง 150 กิกะวัตต์ (GW) ได้มีการดำเนินการผ่านบริษัทร่วมทุนในการขยายฐานธุรกิจ ในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม อีกทั้งยังมีแผนที่จะเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการแล้วเช่นกัน
ขณะที่ฟิลิปปินส์ พร้อมมุ่งพัฒนาโครงการที่มีอยู่แล้ว ได้แก่ โครงการพลังงานแสงอาทิตย์เนโกรส ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2567 ตามมาด้วยโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่ง ในอ่าวซานมิเกล และโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งลูเซียน่า บนเกาะลูซอน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มต้นการก่อสร้างได้ในปี 2568
สำหรับแผนระยะต่อไป บริษัทฯ ยังคงยึดธุรกิจผลิตไฟฟ้าเป็นธุรกิจหลักในการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขับเคลื่อนจากโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนาใน 3 ประเทศข้างต้น และขยายไปสู่ตลาดใหม่ โดยเน้นกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ให้น้ำหนักการลงทุนทั้งแบบกรีนฟิลด์ และการซื้อกิจการ ให้มีความสมดุล เพื่อบริหารกระแสเงินสด ต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้กำไรส่วนที่เป็นเงินสด (EBITDA) เติบโตถึง 12,000 ล้านบาท โดยมีกำลังการผลิตเพิ่มปีละไม่ต่ำกว่า 700 MW ตามเป้าหมายที่วางไว้
สำหรับดีลการซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าไพตัน (Paiton) ในอินโดนีเซีย ในสัดส่วน 36.16% คิดเป็นกำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุนราว 741.5 MW ซึ่งยืดเยื้อมา 2 ปี เพราะติดขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติจากทางการอินโดนีเซีย คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปี 2567 ซึ่งบริษัทฯ ได้จัดเตรียมแหล่งเงินทุนไว้พร้อมแล้ว โดยในกรณีเลวร้ายที่สุด หากปิดดีลไม่สำเร็จ บริษัทฯ เตรียมดีลทางเลือกที่มีมูลค่าใกล้เคียงกัน ราว 2 หมื่นล้านบาท ไว้รองรับแล้ว เพื่อผลักดันการเติบโตของรายได้ และบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากการเพิ่มทุนก่อนหน้านี้
ซึ่งบทสรุปของโครงการโรงไฟฟ้าไพตันถือเป็นประเด็นหลักที่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ให้ความสนใจมากที่สุด เพราะโครงการนี้ถือเป็นโครงการสำคัญที่จะช่วยสร้างกำไรชดเชยผลกระทบจากการเพิ่มทุน ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่กดดันให้ราคาหุ้น RATCH ปรับขึ้นไม่ได้ เพราะภาพระยะสั้น การดำเนินการโครงการต่างๆ มีความคืบหน้าตามแผนที่บริษัทฯ วางไว้ ช่วยจำกัดความเสี่ยงที่ราคาหุ้นจะปรับฐาน (Downsize) ลงลึกให้มีอย่างจำกัด
สำหรับกลยุทธ์ลงทุน จังหวะการลงทุนที่ดีน่าจะเป็นช่วงที่ทราบความชัดเจนจากดีลโครงการไพตันแล้ว แต่หากมองข้ามประเด็นนี้ RATCH ยังเป็นหุ้นที่น่าสนใจ จากเงินปันผลที่สูงระดับ 5% และ Valuation ไม่แพง โดยซื้อขายที่ P/BV เพียง 0.7 เท่า