5278 จำนวนผู้เข้าชม |
หลังจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติเห็นชอบปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) สำหรับงวดเดือนมกราคมถึงเมษายนปีนี้ ลงมาอยู่ที่หน่วยละ 0.3972 บาท ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่หน่วยละ 3.79 บาท ทำให้อัตราค่าไฟฟ้างวดเดือนมกราคมถึงเมษายนปีนี้ ปรับลดลงจากเดิมที่หน่วยละ 4.68 บาท มาอยู่ที่ 4.18 บาท สาเหตุจากมีการปรับโครงสร้างต้นทุนใหม่ (ปรับประมาณการราคา spot LNG, ปรับราคาก๊าซธรรมชาติจากโรงแยกก๊าซ, เงิน shortfall จาก ปตท. และการเลื่อนจ่ายหนี้ กฟผ. ออกไป) ทำให้ต้นทุนโรงไฟฟ้า SPP ปรับลดลงไปด้วย
สำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าเดือนละ 300 หน่วย จะตรึงค่าไฟฟ้าไว้ที่หน่วยละ 3.99 บาท เหมือนงวดเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคมปีก่อน โดยรัฐบาลจะช่วยอุดหนุนจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 งบกลางวงเงินรวม 1,950 ล้านบาท
และล่าสุด กระทรวงพลังงานได้ประกาศเดินหน้าปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติเข้าและออกจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติให้เป็นราคา SINGLE POOL GAS เพื่อวางโครงสร้างค่าไฟฟ้า รวมถึงราคาพลังงานทุกประเภทให้เหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง
ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ 4 ค่าย ได้แก่ เมย์แบงก์ (MST) กสิกรไทย (KS) เอเซีย พลัส (ASPS) และดาโอ (DAOL) อธิบายว่า ข่าวดังกล่าวถือเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า เพราะจะช่วยผลักดันให้กำไรปกติค่อยๆ ทยอยฟื้นตัวขึ้นตามลำดับ จากอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่คาดจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นตามราคาต้นทุนพลังงานที่คาดจะลดลง โดยมีความเป็นไปได้สูงว่า ราคาก๊าซธรรมชาติจะลดลงมากกว่าค่า Ft เช่นเดียวกับราคาถ่านหิน กับ LNG ที่ปรับลดลง และการทยอยชำระหนี้คืนให้แก่ กฟผ.ในอนาคต และหนุนให้ราคาหุ้นกลับมาค่อยๆ ฟื้นตัวได้อีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ราคาปรับตัวลงจากหลายปัจจัย ทั้งความไม่ชัดเจนเรื่องค่าไฟฟ้า เงินบาทอ่อนค่า และผลตอบแทน Bond Yield เร่งตัวขึ้น
ซึ่งเมื่อประเมินผลที่เกิดกับหุ้นรายตัว จะพบว่า โรงไฟฟ้าที่มีสัดส่วนการขายไฟฟ้าให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมสูง (SPP) จะได้ประโยชน์มากที่สุด นำโดย GPSC (สัดส่วนรายได้ราว 32% ของรายได้รวม) BGRIM (สัดส่วนรายได้ราว 27% ของรายได้รวม) และ GULF (สัดส่วนรายได้ราว 10% ของรายได้รวม) ตามลำดับ เห็นผลตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตาม หากให้เลือกหุ้นเด่น MST เลือก GPSC เป็น Top Picks เพียงตัวเดียว เนื่องจากจะมีกำไรหลักฟื้นตัวดีที่สุดในกลุ่ม ทั้งจากการมีโรงไฟฟ้าประเภท SPP มาก และไม่มีการปิดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ สำหรับโครงการ Gheco One ซึ่งเป็นโครงการ IPP ที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทฯ โดยให้ราคาเป้าหมายปีนี้ที่ 58 บาท สำหรับ ASPS เลือก GULF เพียงตัวเดียว จากฐานกำไรที่แข็งแกร่งสุดในกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยให้มูลค่าพื้นฐานที่ 63 บาท
ส่วน KS และ DAOL ยก GULF และ GPSC เป็น 2 หุ้นเด่นเหมือนกัน โดย KS กำลังอยู่ในระหว่างทบทวนประมาณการหลังจากก่อนหน้านี้ ให้ราคาเป้าหมายที่ 50 บาท และ 53 บาท ตามลำดับ ส่วน DAOL ประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 60 บาท เท่ากัน
ขณะที่กลยุทธ์ลงทุน ทั้ง 4 ค่าย แนะนำหาจังหวะเข้าทยอยสะสมเพื่อลงทุนระยะยาว