5264 จำนวนผู้เข้าชม |
หลังจาก บมจ. ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท. สผ. (PTTEP) ประกาศผลดำเนินงวดไตรมาสสุดท้ายปีก่อน มีกำไรสุทธิ 1.83 หมื่นล้านบาท เติบโต 1% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และเติบโต 17% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ดีกว่าที่ตลาดคาด จากบันทึกรายการพิเศษขาดทุนลดลง (สำรองด้อยค่าจากโครงการ Mozambique การขายโครงการ Cash-Maple และการตัดหนี้สูญโครงการ Oliver) แต่หากตัดรายการพิเศษออกไป บริษัทฯ มีกำไรจากการดำเนินงาน 2.17 หมื่นล้านบาท ลดลง 20% YoY จากปริมาณและราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง แต่เพิ่มขึ้น 14% QoQ จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนหน่วยผลิตที่ลดลง และราคาขายเฉลี่ยลดลง
สำหรับผลดำเนินงานรวมทั้งปี บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 7.67 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.2% YoY จากบันทึกรายการพิเศษขาดทุนลดลง และมีการด้อยค่าของสินทรัพย์ลดลง แต่หากตัดรายการพิเศษ กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 8.13 หมื่นล้านบาท ลดลง 8.3% YoY จากราคาขายและปริมาณขายที่ลดลง โดยราคาขายเฉลี่ยอ่อนตัวลง 10% ส่วนปริมาณขายลดลงเพียง 1.3% ส่งผลให้รายได้รวมลดลงมาอยู่ที่ 315,216 ล้านบาท ชะลอตัวเพียง 6% YoY และอยู่ในกรอบที่ตลาดคาดหมายไว้
โอกาสนี้ บริษัทฯ ประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับผลดำเนินงานงวดครึ่งปีหลังในอัตราหุ้นละ 5.25 บาท กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 19 กุมภาพันธ์นี้ ก่อนจ่ายเงินปันผลในวันที่ 22 เมษายน ซึ่งหากคิดรวมเงินปันผลที่จ่ายระหว่างกาลในงวดครึ่งปีแรก PTTEP จ่ายปันผลทั้งสิ้นหุ้นละ 9.50 บาท
สำหรับแผนงานปีนี้ ปตท.สผ. ได้ตั้งงบประมาณไว้ที่ 230,194 ล้านบาท เพื่อลงทุนเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติจากโครงการจี 1/61 (แหล่งเอราวัณ ปลาทอง สตูล และฟูนาน) ให้ได้วันละ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุต ในเดือนเมษายนนี้ พร้อมรักษาปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติจากโครงการ จี 2/61 (แหล่งบงกช) โครงการอาทิตย์ และโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย รวมถึงเร่งสำรวจปิโตรเลียมทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนพัฒนาพลังงานสะอาดรูปแบบต่างๆ เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศ โดยนำเอากำไรสุทธิที่ได้จากการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา มาใช้พัฒนาโครงการต่างๆ นอกเหนือจากการจัดสรรงบประมาณชั่วคราวจำนวน 67,822 ล้านบาท สำหรับการลงทุนระหว่างปี 2567-2571 เพื่อพัฒนาพลังงานสะอาดรูปแบบต่างๆ
ส่วนเป้าหมายทางการเงินปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายปีนี้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 9% เป็นวันละ 505,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ หนุนจากการเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในแหล่งเอราวัณ พร้อมกับพยายามควบคุมต้นทุนต่อหน่วยให้อยู่ในระดับ 28-29 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เพื่อรักษาราคาขายเฉลี่ยให้ได้ที่ 5.7 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบีทียู ใกล้เคียงปีที่ผ่านมา ทำให้การลงทุนยังสามารถคาดหวังเงินปันผลในระดับ 5-6% ได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดยังคงยกให้ PTTEP เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มพลังงาน โดยมีราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 179.50 บาท เมื่ออ้างอิงจาก 20 โบรกเกอร์

ขณะที่ภาพระยะสั้น ไตรมาสแรกปีนี้ คาดผลดำเนินงานจะอ่อนตัวเล็กน้อยจากงวดไตรมาส 4 ปีที่แล้ว สาเหตุจากราคาขายเฉลี่ยที่คาดจะอ่อนตัวลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก แต่น่าจะชดเชยได้จากปริมาณขายที่ทรงตัว และการควบคุมต้นทุนต่อหน่วยให้ใกล้เคียงช่วงก่อนหน้า ประกอบกับราคาหุ้นปัจจุบันที่ซื้อขายต่ำกว่าในอดีต ทำให้ downsize มีจำกัด และอาจเก็งกำไรระยะสั้นตามการแกว่งตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ เพราะสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง รวมถึงปัญหา Geopolitics ที่เกิดในหลายพื้นที่ ยังจะเป็นปัจจัยหนุนการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบช่วงสั้นๆ ได้