2072 จำนวนผู้เข้าชม |
นายสุธี อภิชนรัตนกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. แนท แอบโซลูท เทคโนโลยีส์ (NAT) ผู้เชี่ยวชาญด้าน Infratech งานโครงสร้างระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และการให้บริการด้านเทคโนโลยีครบวงจรแก่องค์กรชั้นนำของประเทศ ออกมาขอบคุณนักลงทุนที่ให้ความสนใจจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ ที่เสนอขายเป็นครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 8-9 และ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในราคาหุ้นละ 5.40 บาท จากราคาพาร์หุ้นละ 0.50 บาท จนทำให้บริษัทฯ สามารถระดมทุนได้ตามเป้าหมาย ส่งผลให้บริษัทฯ พร้อมเพิ่มศักยภาพการดำเนินงาน เพื่อสร้างการเติบโตตามแผนงานที่วางไว้ ด้วยการเพิ่มบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อรองรับการขยายธุรกิจและการให้บริการ รวมถึงรองรับโอกาสรับงานจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน และสร้างผลตอบแทนที่ดีกลับคืนให้ผู้ถือหุ้น
โอกาสนี้ นายสมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บมจ. หลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส (FSS) แกนนำในการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น ควงคู่นายสมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ (APM) ที่ปรึกษาการเงิน ออกมาให้ความเห็นว่า แม้ภาวะตลาดหุ้นจะยังผันผวน แต่มีความเชื่อมั่นว่า หุ้น NAT ซึ่งจะเข้าซื้อขายเป็นวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ (mai) วันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ จะไม่สร้างความผิดหวังให้นักลงทุน เนื่องจากราคาที่เสนอขายมีความเหมาะสม เมื่อพิจารณาถึงศักยภาพการดำเนินงานของบริษัท ทั้งจากการที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยี ยังมีความต้องการในการพัฒนาระบบงานสูงอย่างต่อเนื่อง และศักยภาพการทำกำไรที่สูงเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการที่อยู่ในธุรกิจเดียวกัน ดูได้จากอัตรากำไรขั้นต้นที่ระดับ 15% และอัตรากำไรสุทธิราว 8% อีกทั้งยังมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง ไม่มีการกู้ยืมสถาบันการเงิน มีกระแสเงินสดที่ดี ทำให้เมื่อได้เงินทุนเพิ่มจากการเข้าตลาดทุน ยิ่งทำให้บริษัทมีความพร้อมในการขยายงานมากขึ้น ทั้งการรับงานใหม่ๆ และการรับงานโครงการมูลค่าสูง หนุนให้ธุรกิจสามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ความเห็นของที่ปรึกษาการเงิน และผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น ได้รับเสียงสนับสนุนจากนักวิเคราะห์หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และหุ้นในตลาด mai จาก 5 ค่ายที่ร่วมเป็นผู้จำหน่ายหุ้น ในทำนองคล้ายๆ กันว่า คาด NAT จะมีรายได้เติบโตเฉลี่ย 3 ปีนี้ (CAGR) 27.2% จาก 1.5 พันล้านบาทในปี 2566 เป็น 2.4 พันล้านบาท ในปี 2568 หนุนจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ทยอยปรับตัวดีขึ้นจาก 14.5% ในปี 2566 เป็น 15.3% ในปี 2568 จาก Product mix งานบริการรับเหมาวางระบบที่เพิ่มขึ้น และการมีฐานทุนใหญ่ขึ้นจากการขายหุ้น IPO ช่วยให้สามารถรับงานที่มีขนาดใหญ่ขึ้นได้ อีกทั้งยังคาดว่า จะขยายฐานลูกค้าภาคเอกชนได้เพิ่มสูงขึ้น จากการเป็นบริษัทจดทะเบียนช่วยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ส่งผลให้ประเมินราคาเหมาะสมอยู่ที่ 7-9 บาท