NEO นับหนึ่งไฟลิ่ง เตรียมเสนอขายหุ้น IPO 87.50 ล้านหุ้น เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

5862 จำนวนผู้เข้าชม  | 

NEO นับหนึ่งไฟลิ่ง เตรียมเสนอขายหุ้น IPO 87.50 ล้านหุ้น เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ



นายทวีชัย ตั้งธนทรัพย์ หัวหน้าสายงานวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ (TSC) ที่ปรึกษาทางการเงิน บมจ. นีโอ คอร์ปอเรท (NEO) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้นับหนึ่งแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวน เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งแรกต่อประชาชน (IPO) จำนวน 87.50 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 29.17% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด ที่ราคาพาร์ หุ้นละ 1 บาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้พร้อมเดินหน้าแผนเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค หมวดของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ ภายในครึ่งแรกปีนี้  

ทั้งนี้ NEO เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคชั้นนำของประเทศ ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในตลาดนานกว่า 34 ปี ครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลัก 3 กลุ่ม รวม 8 แบรนด์ กลุ่มแรกเป็นผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน (Household Products) รวม 3 แบรนด์ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม และผลิตภัณฑ์รีดผ้าเรียบและอัดกลีบผ้า แบรนด์ไฟน์ไลน์ (Fineline) ผลิตภัณฑ์ซักผ้า และผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม สูตรแอนตี้แบคทีเรีย แบรนด์สมาร์ท (Smart) กับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้น และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดห้องน้ำ แบรนด์โทมิ (Tomi) 

กลุ่มที่สองเป็นผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care Products) 4 แบรนด์ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ครีมอาบน้ำ และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น แบรนด์บีไนซ์ (BeNice) ผลิตภัณฑ์โคโลญ และโรลออนสำหรับผู้ชาย แบรนด์ทรอส (TROS) ผลิตภัณฑ์แป้ง โคโลญ และผลิตภัณฑ์โรลออนสำหรับผู้หญิง แบรนด์เอเวอร์เซ้นส์ (Eversense) และผลิตภัณฑ์โรลออนสำหรับผู้หญิง แบรนด์วีไวต์ (Vivite)

กลุ่มสุดท้ายเป็นผลิตภัณฑ์ของใช้สำหรับเด็ก (Baby and Kids Products) ทั้งผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มเด็ก และผลิตภัณฑ์อาบน้ำและสระผมเด็ก แบรนด์ดีนี่ (D-nee)  





ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 กลุ่มของ NEO สามารถครองความเป็นผู้นำตลาดได้อย่างต่อเนื่อง อย่างในปี 2565 แบรนด์ D-nee เป็นผู้นำตลาดสินค้าของใช้สำหรับเด็กอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 26% แบรนด์ Fineline เป็นผู้นำตลาดสินค้ารีดเรียบและอัดกลีบผ้า ด้วยส่วนแบ่งตลาด 60% และแบรนด์ทรอส (TROS) เป็นผู้นำตลาดโคโลญสำหรับผู้ชาย ด้วยส่วนแบ่งตลาด 71% 

ด้านนายสุทธิเดช ถกลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NEO เสริมว่า ปัจจุบัน บริษัทฯ มีผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายรวมกว่า 500 รายการ (SKUs) ทั้งในและต่างประเทศ โดยมีการส่งออก 16 ประเทศ หลักๆ อยู่ในภูมิภาคอินโดจีน (CLMV) มีจุดแข็งเรื่องทีมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่มีความเชี่ยวชาญสร้างสรรค์ ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ (New Product Development) พร้อมปรับปรุงผลิตภัณฑ์เดิมให้มีคุณสมบัติที่ดีขึ้น (Relaunch) ภายใต้ราคาที่แข่งขันได้ ทำให้แบรนด์มีความแข็งแกร่ง ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค ทั้งกลุ่มผู้บริโภคส่วนใหญ่ (Mass Market) กลุ่มพรีเมียมแมส (Premium Mass) และกลุ่มพรีเมียม (Premium) อีกทั้งมีความสัมพันธ์กับคู่ค้าในทุกช่องทางจำหน่ายเป็นอย่างดี ผ่านการร่วมวางแผนการตลาดและวางกลยุทธ์ส่งเสริมการขายร่วมกับร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) และร้านค้าแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) ช่วยให้สามารถรักษาศักยภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคที่เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ ยังมีการลงทุนปรับปรุงและขยายกำลังการผลิตด้วยเทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กำลังการผลิตล่าสุดปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ปีละ 234,000 ตัน รวมถึงมีการวางระบบจัดเก็บสินค้าสำเร็จรูปอัตโนมัติที่ทันสมัย ช่วยให้จัดการต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปี (ปี 2563-65) เติบโตอย่างต่อเนื่อง





โดยรายได้ขยายตัวจาก 6,767.54 ล้านบาท เพิ่มเป็น 7,445.23 ล้านบาท และ 8,300.69 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่กำไรเร่งตัวจาก 602.47 ล้านบาท เป็น 729.03 ล้านบาท ก่อนลดลงในปี 2565 สาเหตุจากค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์สินค้าผ่านร้านค้าปลีกสมัยใหม่ และค่าใช้จ่ายในการกระจายสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้าไปยังสาขาต่างๆ สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายผ่านช่องทางดังกล่าว ฉุดให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานปรับลดลงจาก 12.71% ลงมาอยู่ที่ 8.99% และกดดันให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลงจากที่ยืนเหนือระดับ 42% ลงมาที่ 37%

ขณะที่ผลดำเนินงานงวด 9 เดือนปีนี้ กำไรเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว สูงถึง 124.84% มาอยู่ที่ 689.28 ล้านบาท ตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น 17.19% มาอยู่ที่ 7,028.26 ล้านบาท และหนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับเพิ่มขึ้นมาที่ระดับ 42% อีกครั้ง 

สำหรับวัตถุประสงค์การระดมทุนครั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนใช้เงินลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน (Household Products) รวมถึงขยายคลังวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ และระบบบริหารจัดการคลังเป็นหลัก ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะกลางถึงยาว สอดรับกับเป้าหมายการก้าวขึ้นเป็นผู้นำธุรกิจสินค้าอุปโภคแห่งนวัตกรรมชั้นนำของเอเชีย อีกส่วนหนึ่งใช้ชำระคืนหนี้สถาบันการเงิน เพื่อรักษาวินัยทางการเงิน และควบคุมอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนให้อยู่ต่ำกว่า 2 เท่า ที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อรองรับการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว


Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้