1662 จำนวนผู้เข้าชม |
นายกฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บมจ. โกลบอลกรีน เคมิคอล (GGC) เปิดเผยแผนธุรกิจปี 2567 ว่า บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าแผนธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ การเป็นผู้นำผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนพลังแห่งการสร้างสรรค์ เพื่อคุณค่าที่ยั่งยืน (To be a A Leading Green Chemical company by creating Sustainable Value) แต่ได้มีการปรับกลยุทธ์ในการทำธุรกิจให้เข้มแข็งขึ้น สามารถวัดผลสำเร็จได้ชัดเจนขึ้น จาก 3 ยุทธศาสตร์ คือ สร้างความเข้มแข็งในธุรกิจหลัก (Core Business) ทั้งผลิตภัณฑ์เมทิลเอสเทอร์ (ME) แฟตตี้แอลกอฮอล์ (FA) และเอทานอล (EtOH) ให้พร้อมปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง โดยมุ่งเน้นการควบคุมเพื่อลดการเกิดผลกระทบต่อธุรกิจหลัก ควบคู่ไปกับการปรับ Portfolio สำหรับการลงทุนใน 3 กลุ่มธุรกิจ Bioenergy, Biochemicals และ Food Ingredients & Pharmaceutical เพื่อการเติบโตอย่างชัดเจน พร้อมต่อยอดการเติบโตอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง ESG ที่ดำเนินการมาตลอด รวมถึงแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ โดยตั้งเป้าหมายปี 2573 ว่า จะต้องมีการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) เฉลี่ยที่ 15% และมีอัตรากำไรขั้นต้นจากการดำเนินงาน (EBITDA Margin) ที่ 11% ขับเคลื่อนจากการเติบโตของธุรกิจใหม่สูงกว่า 50%
โดยภาพระยะสั้น บริษัทฯ มั่นใจว่าปีนี้จะเห็นการเติบโตดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทฯ มีผลดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 202 ล้านบาท สาเหตุหลักจากการเติบโตของยอดขาย และราคาขายฟื้นตัว ในทุกผลิตภัณฑ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป
อย่างเมทิลเอสเทอร์ (B100) คาดว่าจะเติบโตตามนโยบายรัฐในการคงสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลที่ B7 เป็นน้ำมันพื้นฐานตลอดทั้งปี หนุนให้ความต้องการใช้ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ อีกทั้งราคาขายที่คาดว่าจะปรับเพิ่มเล็กน้อยจากปีก่อน ตามราคาน้ำมันปาล์มดิบภายในประเทศ
ส่วนแฟตตี้แอลกอฮอล์ และกลีเซอรีน ได้อานิสงค์จากปรับตัวดีขึ้นทั้งจากปัจจัยราคาที่เพิ่มขึ้นตามราคาวัตถุดิบ และการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ อีกทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศคลี่คลาย ส่งผลให้ผู้ซื้อส่วนใหญ่ โดยเฉพาะจีน พร้อมกลับมาจัดซื้อสินค้าเพื่อเพิ่มปริมาณสินค้าคงคลัง (restock)
ขณะที่เอทานอล (E100) คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากความต้องการใช้ที่สูงขึ้น เพราะระดับราคามีแนวโน้มจะทรงตัว
สำหรับเบื้องลึกที่ผลดำเนินงานของ GGC ขาดทุนสุทธิในปีก่อน เกิดจากรายได้จากการขายที่ลดลง 29% มาอยู่ที่ 17,719 ล้านบาท สาเหตุหลักจากการปรับตัวลดลงของราคาขายเมทิลเอสเทอร์และแฟตตี้แอลกอฮอล์ที่ปรับลดตามราคาวัตถุดิบที่ลดลง แต่หากตัดกำไรจากรายการพิเศษ ซึ่งเป็นรายการตีมูลค่ายุติธรรมของหลักประกันเพิ่มขึ้น ช่วยให้บริษัทฯ ตั้งสำรองค่าใช้จ่ายจากความเสียหายวัตถุดิบคงคลัง และปรับรายการภาษีเงินได้รอตัดบัญชีลดลง บริษัทฯ จะมีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน 262 ล้านบาท