2365 จำนวนผู้เข้าชม |
นายชาคริต ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บมจ. ซีแพนเนล (CPANEL) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป (Precast Concrete) ด้วยระบบอัตโนมัติ ที่ใช้สำหรับงานก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยแนวโน้มธุรกิจปี 2567 ว่า ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 20% หนุนจากการรับรู้รายได้จากงานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) ที่มีอยู่กว่า 1,565 ล้านบาท พร้อมรับรู้เป็นรายได้ปีนี้ 654.12 ล้านบาท ที่เหลือทยอยรับรู้ในปี 2568 และอยู่ในระหว่างการเจรจากับลูกค้าในภาคธรุกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งแนวราบและแนวสูงอีกหลายราย เพื่อเพิ่ม Backlog ให้สูงขึ้น
ที่สำคัญ การที่บริษัทฯ มีการลงทุนครั้งใหญ่ มูลค่า 500 ล้านบาท ในปีนี้ เพื่อขยายกำลังการผลิตจากโรงงานเดิม พร้อมเปิดโรงงานผลิตแห่งที่ 2 ภายในไตรมาสแรกนี้ จะช่วยผลักดันให้ยอดขายมีการเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด เนื่องจากมีกำลังการผลิตสูงที่สุดในประเทศ ที่ปีละ 2 ล้านตารางเมตร แบ่งเป็นกำลังการผลิตของโรงงานเดิม ปีละ 9.9 แสนตารางเมตร จากเดิมที่ทำได้ปีละ 7.9 แสนตารางเมตร ที่เหลือ 1.1 ล้านตารางเมตร มาจากโรงงานใหม่ ซึ่งพร้อมเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิตในปี 2568 และมีจุดเด่นเรื่องกระบวนการผลิตที่เร็วกว่าเดิม 30% ใช้แรงงานคนน้อยกว่าเดิม ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนการผลิตและการขายได้ดีขึ้น เพิ่มโอกาสในการรับงานมากขึ้น โดยเฉพาะจากลูกค้าในภาคท่องเที่ยว โรงพยาบาล นิคมอุตสาหกรรม และงานจากภาครัฐที่เริ่มเข้ามาเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ การที่บริษัทฯ หันมามุ่งเน้นกลยุทธ์การเป็น Green Construction Technology ด้วยการลดคาร์บอนในกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้น และเปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็นวัสดุลดคาร์บอนทั้งหมด จนได้ใบรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ยังทำให้บริษัทฯ สามารถออกรายการคำนวณคาร์บอนให้กับลูกค้าได้ด้วย ซึ่งจะช่วยในการตัดสินใจชื้อของลูกค้า และกระตุ้นให้ลูกค้าหันมาปรับเปลี่ยนการใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลบวกต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของลูกค้าเอง ทำให้มีความมั่นใจว่า จะสามารถเดินหน้าต่อยอดการเติบโตของ CPANEL ได้อย่างต่อเนื่อง และมีความยั่งยืน

สำหรับผลดำเนินงานปี 2566 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 62.71 ล้านบาท ลดลง 7.7% จากปีก่อนหน้า ผลจากยอดขายที่ลดลง 1.3% มาอยู่ที่ 425.83 ล้านบาท ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และอัตรากำไรสุทธิที่ลดลง จากสัดส่วนต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่อรายได้ที่สูงขึ้น เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า