5620 จำนวนผู้เข้าชม |
บมจ. เอเชีย กรีน เอนเนอจี (AGE) ผู้จำหน่ายถ่านหินบิทูมินัส (ถ่านหินสะอาด) และผู้ให้บริการด้านโลจิสติสก์แบบครบวงจร ทั้งทางน้ำ ทางบก ท่าเรือ และคลังสินค้า ประกาศผลดำเนินงานงวดไตรมาสสุดท้ายปี 2566 ที่ผ่านมา มีกำไรสุทธิ 46.5 ล้านบาท ลดลง 84.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) และลดลง 58.7% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) สาเหตุหลักจากราคาขายถ่านหินเฉลี่ยที่ลดลงอย่างรุนแรง ตามราคาในตลาดโลก และยอดขายที่ลดลง โดยเฉพาะในกัมพูชา กดดันให้รายได้รวมชะลอตัวลง 45.5% YoY และ 8.6% QoQ มาอยู่ที่ 2,840.1 ล้านบาท ส่งผลให้ผลดำเนินงานรวมทั้งปี 2566 มีกำไรสุทธิลดลง 77.2% YoY มาอยู่ที่ 285.1 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทฯ มีการควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายในการบริหาร และค่าใช้จ่ายในการขายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้รายได้รวมทั้งปีลดลงเพียง 29.6% YoY มาที่ 13,239.2 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นรายได้จากธุรกิจถ่านหิน 12,635.9 ล้านบาท ด้วยยอดขายถ่านหินทั้งสิ้น 3.7 ล้านตัน ขณะที่รายได้ธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ อยู่ที่ 1,789 ล้านบาท ลดลง 13.8% YoY แบ่งเป็นรายได้จากกลุ่มลูกค้าภายนอก 603 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 33.7% ที่เหลือ 66.3% มาจากการให้บริการภายในกลุ่มบริษัท
กระนั้น บริษัทฯ พร้อมจ่ายเงินปันผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น ในอัตราหุ้นละ 0.20 บาท กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 12 มีนาคม ก่อนจ่ายปันผลตามมาในวันที่ 15 พฤษภาคม
โอกาสนี้ นางสาวปณิตา ควรสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ บมจ. เอเชีย กรีน เอนเนอจี (AGE) ชึ้แจงแผนธุรกิจปี 2567 ว่า พร้อมมุ่งหาโอกาสจากการลงทุนใหม่ๆ โดยเฉพาะธุรกิจพลังงานยั่งยืน และธุรกิจที่ช่วยกระจายความเสี่ยงด้านการลงทุน (Diversified Investments) เพื่อสร้างการเติบโตเชิงรุกในระยะยาว เพิ่มเติมจากธุรกิจถ่านหิน ซึ่งเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้หลักในสัดส่วนสูงถึง 94% และธุรกิจโลจิสติกส์ โดยตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้เติบโตจากปีก่อน แตะระดับ 15,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ธุรกิจถ่านหิน จะยังคงเป็นธุรกิจขับเคลื่อนรายได้หลักในปีนี้ต่อไป แต่เชื่อว่าน่าจะสดใสกว่าปีก่อน จากการที่ระดับราคาถ่านหินในตลาดโลกน่าจะเข้าสู่สมดุลได้มากขึ้น ทำให้ตั้งเป้ายอดขายรวมทั้งปีที่ 4.5 ล้านตัน ผ่านการขยายตลาดเชิงรุกในภูมิภาคอินโดจีน (CLMV) โดยเฉพาะเวียดนาม และกัมพูชา ควบคู่กับขยายตลาดในประเทศเพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจโลจิสติกส์ พร้อมนำเอาระบบเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและพัฒนาการให้บริการ ให้สามารถรับปริมาณงานขนส่ง ทั้งสินค้าเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรมได้เพิ่มขึ้น ผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้งทางเรือ ทางบก และบริการโกดัง ลานกองเก็บ ควบคู่กับขยายฐานลูกค้าภายนอกเพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการให้บริการจากลูกค้าภายนอกเพิ่มเป็น 50% ภายใน 2 ปี

สำหรับธุรกิจพลังงานยั่งยืน เตรียมขยายกำลังการผลิตในธุรกิจผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงจากขยะ (RDF) ภายใต้บริษัทย่อย Green RDF เพิ่มอีกเดือนละ 3,000 ตัน ส่งผลให้ทั้งปีมีกำลังผลิต RDF เฉลี่ยที่ 36,000 ตัน เพิ่มจากปีก่อนที่มียอดขายเฉลี่ยที่ 14,362 ตัน
ส่วนธุรกิจ Diversified Investments จะมุ่งเน้นด้าน Human Solutions ประเดิม 2 ธุรกิจใหม่ ดีลเลอร์ขายรถยนต์ไฟฟ้า ร่วมกับกลุ่มออโต้ แกลเลอรี่ กรุ๊ป ผ่านบริษัทร่วมทุน เอจีอี ออโต้ แกลเลอรี่ และธุรกิจให้เช่ารถไฟฟ้า ผ่านบริษัท เอจีอี อีวี พลัส ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของเอจีอี เวนเจอร์ (AGEV) ที่ต่อยอดจากธุรกิจสีสซิ่งเดิม เพราะมองว่าตลาดรถไฟฟ้าในอนาคตยังมีโอกาสเติบโตได้สูง
ขณะที่การลงทุนใน บมจ. คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ (QTC) ในสัดส่วน 23.92% พร้อมรับรู้ส่วนแบ่งกำไรในระยะยาว และนำมาหาโอกาสต่อยอดสำหรับการลงทุนในธุรกิจพลังงานในอนาคตเพิ่มเติม เพราะ QTC ทำธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้า โซลาร์เซลล์ และ EV Charger ซึ่งอยู่ในเทรนด์อยู่แล้ว และถือเป็นหนึ่งในธุรกิจ Diversified Investments ด้วย
ที่สำคัญ AGE ยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) อย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนลดการปล่อยคาร์บอนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการติดตั้ง Solar Roof บนหลังคาโกดังคัดแยกสินค้า ที่ อ. นครหลวง จ. พระนครศรีอยุธยา เพิ่มเติม จากปัจจุบันที่มีอยู่แล้ว 554 กิกะวัตต์ (GW) รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับเปลี่ยนรถบรรทุก และเครื่องมือหนัก เป็นรถไฟฟ้า
