1954 จำนวนผู้เข้าชม |
นายภานุวัฒน์ ขันธโมลีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. สุพรีม ดิสทิบิวชั่น (SPREME) เปิดเผยว่า การเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) วันที่ 2 พฤษภาคมนี้ เชื่อมั่นว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน เนื่องจากพื้นฐานธุรกิจที่อยู่ในเมกะเทรนด์ และการนำเงินที่ได้จากการระดมทุนราว 220 ล้านบาท ไปใช้ต่อยอดการรับงานโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป อีก 210 ล้านบาท เตรียมใช้ในการซื้อกิจการ เพื่อต่อยอดธุรกิจเดิมของบริษัทฯ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน รองรับโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ อีกทั้งยังมีฐานะการเงินและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง ไม่มีหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ย ช่วยผลักดันการเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน
ด้านนายวรชาติ ทวยเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟินเน็กซ์ แอ๊ดไวเซอรี่ (Finnex) ที่ปรึกษาทางการเงิน เสริมว่า การตั้งราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่หุ้นละ 2.60 บาท ถือว่าสมเหตุสมผล เมื่อเปรียบเทียบกับปัจจัยพื้นฐานของ SPREME ที่มีจุดเด่นตรงการได้รับความไว้วางใจจากกระทรวงศึกษาธิการให้รับงานอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งมีศักยภาพการเติบโตตามเทรนด์เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไม่หยุดยั้ง ช่วยต่อยอดรายได้และกำไรให้เติบโตได้อีกมาก ตามรูปแบบการพัฒนาด้านการศึกษาของประเทศ และการพัฒนาประเทศเข้าสู่รูปแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และความปลอดภัยสาธารณะ (Public City) เข้าข่ายหุ้นเติบโต (Growth Stock) และหุ้นปันผล (Dividend Stock) ตอกย้ำให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ในฐานะหนึ่งในผู้นำธุรกิจ System Integrator (SI)
ขณะที่ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น ทั้ง 4 ราย ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์เอเอสแอล (ASL) บมจ. หลักทรัพย์ เคจีไอ ประเทศไทย (KGI) บมจ. หลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด (KFS) และ บมจ. หลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส (FSS) เสริมว่า การที่ SPREME มีศักยภาพธุรกิจ SI ที่แข็งแกร่ง รวมถึงสามารถจัดหาผลิตภัณฑ์ และโซลูชั่นได้ตรงความต้องการของลูกค้าจากการเป็นพันธมิตรกับคู่ค้าที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลากหลายแบรนด์ ทำให้ได้รับเลือกให้รับงานจากหน่วยงานภาครัฐอย่างสม่ำเสมอ โดยมีอัตราชนะการประมูลสูงถึง 60-70% ช่วยสนับสนุนให้ผลดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปี (ปี 2564-66) มีการเติบโตของรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง ทำให้คาดหมายการเติบโตของรายได้ปีนี้ไม่ต่ำกว่า 20% ขณะที่กำไรสุทธิน่าจะสูงกว่า 25% คิดเป็นราคาเป้าหมายที่ 4.50-5.00 บาท
และเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และผู้ถือหุ้น รับการเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทางกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ได้มีการตกลงร่วมกันแล้วว่า จะไม่มีการขายหุ้นที่ไม่ติดเกณฑ์ Silent Period ออกมาแต่อย่างใด โดยพร้อมใจล็อคอัพหุ้นเต็มจำนวน 100% อีกด้วย