2332 จำนวนผู้เข้าชม |
หลังจาก บมจ. บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) รายงานผลดำเนินงานรอบบัญชีปี 2566/67 พลิกจากกำไร 1,836 ล้านบาท ในรอบบัญชีปี 2566/66 มาเป็นขาดทุนกว่า 5,241 ล้านบาท สาเหตุจากมีการตั้งด้อยค่าและจำหน่ายเงินลงทุนใน บมจ. เคอรี่ เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย (KEX) และรับรู้ผลขาดทุนจากเงินลงทุนใน บมจ. แรบบิท โฮลดิ้งส์ (RABBIT) และกลุ่ม บมจ. เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (JMART) ทำให้เกิดข่าวลือว่า กลุ่ม BTS อาจต้องขายหุ้นของกลุ่ม JMART ที่ถือในมือออกไป ล่าสุด นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMART ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าวแล้วว่า ไม่เป็นความจริง โดยทั้ง 2 กลุ่มยังคงเป็นพันธมิตรที่ดีซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ ผลดำเนินงานของกลุ่ม JMART ปีนี้ ยังมีแนวโน้มการเติบโตสดใสกว่าปีที่ผ่านมา สามารถเห็นพัฒนาการได้ดีขึ้นเป็นลำดับ โดย JMART จะสามารถพลิกมามีกำไรได้ หนุนจากการรับรู้กำไรที่แข็งแกร่งของบริษัทเจมาร์ท โมบาย สุกี้ตี๋น้อย และ บมจ. เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) ซึ่งยังคงสามารถจัดเก็บหนี้ได้ตามปกติ แม้ตลาดจะมีความกังวลในประเด็นนี้อยู่ก็ตาม
ขณะเดียวกัน บมจ. ซิงเกอร์ ประเทศไทย (SINGER) และ บมจ. เอสจี แคปปิตอล (SGC) สามารถควบคุมคุณภาพหนี้ได้ดีขึ้น และมีแผนจะขยายรายได้จากสินเชื่อเช่าซื้อสมาร์ทโฟน เอสจี ไฟแนนซ์พลัส (SG Finance+) ที่มีระบบล๊อคเครื่องทันทีหากลูกค้าไม่ชำระหนี้มาช่วยควบคุมความเสี่ยง ผลักดันให้ผลดำเนินงานกลับมามีกำไร โดยสามารถรักษาคุณภาพหนี้ได้ดีขึ้นควบคู่กันไป สำหรับบริษัท เจ เวนเจอร์ส (J Ventures) จะช่วยทรานส์ฟอร์มกลุ่มบริษัทฯ เข้าสู่ผู้นำด้าน Commerce Tech และ Finance Tech ในอนาคต