แนะรอลุ้นการฟื้นตัวของธุรกิจปิโตรเคมีครึ่งปีหลัง ถึงค่อยลงทุน SCC

6144 จำนวนผู้เข้าชม  | 

แนะรอลุ้นการฟื้นตัวของธุรกิจปิโตรเคมีครึ่งปีหลัง ถึงค่อยลงทุน SCC


หลังจาก บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ประกาศผลดำเนินงานไตรมาสแรก มีกำไรสุทธิ 2,425 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 313.8% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) จากกำไรที่เพิ่มขึ้นเกือบทุกธุรกิจ แต่หดตัวแรงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกปีก่อน (YoY) ซึ่งมีกำไรพิเศษจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน บริษัท เอสซีจี โลจิกสติกส์ (SCG Logistics) จำนวน 11,956 ล้านบาท แต่หากตัดรายการดังกล่าวออกไป กำไรจะลดลง 47% สาเหตุจากธุรกิจปิโตรเคมี ยังขาดทุนต่อเนื่อง ทั้งจากปริมาณขาย และ Spread ราคาผลิตภัณฑ์หลัก ไม่ว่าจะเป็น HDPE-Naphtha หรือ PP-Naphtha ที่ยังอยู่ในระดับต่ำมาก อีกทั้งยังรับรู้ค่าใช้จ่ายจากโครงการ Long Son Petrochemical (LSP) ในเวียดนาม ทำให้ธุรกิจปิโตรเคมี ที่ดำเนินการผ่าน บมจ. เอสซีจี เคมีคอลส์ (SGCG) มีผลขาดทุนสุทธิ 1,866 ล้านบาท

สำหรับธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ผ่าน บมจ. เอสซีจี แพคกิจจิ้ง (SCGP) มีกำไรสุทธิ 1,725 ล้านบาท เติบโต 42% QoQ และ 41%YoY หนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะในประเทศและเวียดนาม ส่วนธุรกิจซีเมนต์ และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (CBM) ที่ครอบคลุมทั้งธุรกิจเอสซีจี ซีเมนต์ แอนด์กรีนโซลูชัน ธุรกิจเอสซีจี สมาร์ท ลีฟวิง รวมธุรกิจเอสซีจี ดิสทริบิวชั่น แอนด์ รีเทล และธุรกิจของ บมจ. เอสซีจี เดคคอร์ (SCGD) มีกำไรสุทธิ 2,031 ล้านบาท พลิกฟื้นจากขาดทุนในไตรมาสก่อนหน้า และเติบโต 59%YoY อานิสงค์จากต้นทุนพลังงานที่ลดลง และโครงการลดต้นทุนต่างๆ ที่ดำเนินการมาต่อเนื่องเริ่มเห็นผล อีกทั้งมีการปรับกลยุทธ์มาเน้นขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2 คาดอุปสงค์ที่อ่อนแอ จะกดดันกำไรให้ชะลอตัว YoY สาเหตุจากความต้องการปูนซีเมนต์ และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ได้รับผลกระทบจากความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ และช่วงฤดูฝน ขณะที่ธุรกิจเคมีภัณฑ์ยังได้รับผลกระทบจาก Spread ราคาผลิตภัณฑ์หลักที่ยังไม่ฟื้นตัว และการรับรู้ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเลื่อนเปิดดำเนินการโครงการ LSP ออกไปเป็นเดือนสิงหาคม แต่น่าจะดีขึ้น QoQ โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากรายได้เงินปันผลจากบริษัทร่วม เสริมด้วยปริมาณขายผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก PP, PE และ PVC ที่มีมากขึ้น หลังโรงงานระยองโอเลฟินส์กลับมาเปิดดำเนินงานอีกครั้งช่วงปลายเดือนมีนาคม และสถานการณ์ตึงตัวของวัตถุดิบ EDC ที่ใช้ผลิต PVC ผ่อนคลายลง

เพื่อสะท้อนผลประกอบการครึ่งปีแรกที่อ่อนแอ Spread ราคาปิโตรเคมีที่ลดลง และรายได้จากกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และการก่อสร้างที่กว่าคาด ทำให้นักวิเคราะห์หุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้างเริ่มปรับลดประมาณการกำไรของ SCC ลงมา และส่งผลต่อเนื่องถึงมูลค่าหุ้นตามมา

ซึ่งเมื่อทำการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า มี 5 สำนักที่ปรับลดมูลค่าหุ้น SCC ลงมา โดยทิสโก้ (TISCO) หั่นราคาลงมากสุด ถึง 27% จาก 302 บาท เหลือเพียง 218 บาท รองลงไปเป็นดาโอ (DAOL) ที่หั่นมูลค่าเหมาะสมลงมา 20 บาท เหลือ 250 บาท ขณะที่ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (CGSI) และเอเซีย พลัส (ASPS) ปรับราคาเหมาะสมลง 10 บาทเท่ากัน มาอยู่ที่ 235 บาท และ 320 บาท ตามลำดับ ขณะที่กสิกรไทย (KS) ปรับมูลค่าเหมาะสมลงเพียง 8 บาท เหลือ 254 บาท  

สำหรับกลยุทธ์ลงทุน แม้ valuation จะไม่แพง แต่การที่หุ้น SCC ยังขาดปัจจัยผลักดันในระยะสั้น ทำให้อาจรอจังหวะซื้อลงทุน เพื่อรอดูความชัดเจนจากการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ รวมถึงแนวโน้การฟื้นตัวของ Spread ราคาปิโตรเคมีกลุ่มโอเลเฟินส์ และการเปิดดำเนินงานโครงการ LSP ในครึ่งปีหลัง เพื่อประกอบการตัดสินใจอีกครั้ง


  

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้