2494 จำนวนผู้เข้าชม |
เมื่อทำการสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ 5 ค่าย ได้แก่ เอเชีย พลัส (ASPS) กสิกรไทย (KS) พาย (Pi) อินโนเวสท์ เอกซ์ (INVX) และฟินันเซีย ไซรัส (FSS) เกี่ยวกับแนวโน้มผลดำเนินงานหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์งวดไตรมาสสุดท้ายปีนี้ ทุกค่ายคาดการณ์ตรงกันว่า จะเห็นกำไรสุทธิลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และทรงตัว หรือลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) โดยการลดลง YoY มีสาเหตุจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง ตามการชะลอตัวของสินเชื่อรวม และอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่แคบลงตามทิศทางดอกเบี้ยขาลง ส่วนการลดลง QoQ ถูกกดดันจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดด้วยมูลค่ายุติธรรมลดลง และมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น ตามปัจจัยฤดูกาล
ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ น่าจะทำได้อย่างมีเสถียรภาพต่อเนื่อง โดยคาดว่าธนาคารพาณิชย์จะคุมหนี้เสีย (NPL) ได้ในระดับทรงตัวจากไตรมาส 3 แต่ค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญ (credit cost) น่าจะลดลงเล็กน้อย เนื่องจากมีการตั้งสำรองเผื่อไว้ในระดับสูงแล้ว จะมียกเว้นในกรณี บมจ. ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ที่รายงาน NPL ลดลงทุกไตรมาสสุดท้ายของปี ผลจากการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับแนวโน้มกำไรสุทธิปี 2569 ทุกสำนักเชื่อว่าจะลดลงจากปี 2568 ตามภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ขาดแรงขับเคลื่อนจากนโยบายการคลังในช่วงรอรัฐบาลใหม่ ทำให้ธนาคารพาณิชย์ยังคงเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้การขยายตัวของสินเชื่อน่าจะเติบโตอย่างจำกัด อีกทั้งมีความเป็นไปได้สูงที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะลดลงจาก NIM ที่อ่อนแอต่อเนื่อง ตามทิศทางดอกเบี้ยขาลง และยังมีความท้าทายจากคุณภาพสินทรัพย์ที่ไม่แน่นอน สร้างแรงกดดันให้กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดด้วยมูลค่ายุติธรรมมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปีก่อน ส่งผลให้การขยายตัวของ ROE ลดลงจากที่สูงเกิน 9% เหลือราว 8–9% แต่เนื่องจากทุกธนาคารมุ่งมั่นที่จะรักษาอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูงระดับ 6-8% ผ่านการบริหารจัดการเงินทุนเชิงรุก เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว ทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังมีความน่าสนใจในแง่การเป็นหุ้นปันผลสูง เพราะเงินปันผลที่สูงช่วยจำกัด downsize ของราคาหุ้น
อย่างไรก็ตาม การที่ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์มีการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ส่วนหนึ่งมีผลจากผลดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2569 มีแนวโน้มพลิกกลับมาเติบโต นำโดยกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ จากค่าใช้จ่ายที่กลับสู่ระดับปกติตามฤดูกาล หักล้างผลกระทบจาก NII ชะลอตัว และการชำระคืนสินเชื่อตามฤดูกาลของลูกค้ารายใหญ่กับบัตรเครดิต) ทำให้ upside มีจำกัด จึงควรทยอยซื้อสะสม หรือถือเพื่อการลงทุนระยะยาว
ซึ่งเมื่อให้คัดกรองหุ้นที่มีความโดดเด่นสุดในกลุ่ม เสียงส่วนใหญ่จะพุ่งเป้าไปที่หุ้นธนาคารใหญ่ โดย ASPS ชี้เป้าไปที่ KTB, BBL และ KBANK คล้ายกับ FSS ที่เลือก KBANK กับ KTB จากความสมดุลระหว่างปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและอัตราผลตอบแทนที่สูง พร้อมกับเลือก SCB กับ TISCO จากผลตอบแทนเงินปันผลสูงสุดมากกว่า 7.5% แต่มีความเสี่ยงด้านต้นทุนเครดิตที่อาจปรับสูงขึ้นมากกว่า ส่วน Pi เลือก BBL เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ และ KKP เป็นหุ้นเด่นด้านผลตอบแทนเงินปันผลสูง ขณะที่ KS เลือก KTB และ KKP และ INVX ให้น้ำหนักกับ KTB ตัวเดียว
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามการประกาศเป้าหมายทางการเงินปี 2569 เพื่อนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติม หลังจากการประกาศผลดำเนินงานแล้วเสร็จลงไป เพราะอาจทำให้ความน่าสนใจของหุ้นแต่ละธนาคารมีการปรับเปลี่ยนไปไตั