52 จำนวนผู้เข้าชม |
ดร. วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล ประธานกรรมการ บมจ.ทรีนีตี้ วัฒนา (TNITY) ให้แนวคิดในการลงทุนปี 2569 ผ่านเวทีสัมมนา ตลาดหุ้นโลกอยู่ในมือคุณ (Global Market in your hand ) ว่า การที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคการจัดระเบียบใหม่ที่แตกเป็นหลายขั้ว และขาดเอกภาพมากขึ้น จากผลกระทบของนโยบาย America First ของผู้นำอเมริกา ที่มองผลประโยชน์ของอเมริกาเป็นสำคัญ ทำให้มีข้ออ้างในการเข้าไปแทรกแซงการเมืองในหลายภูมิภาค รวมถึงการจัดระเบียบการค้าที่เป็นธรรมต่ออเมริกา ผ่านการใช้มาตรการภาษีตอบโต้นานาชาติ โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญเรื่อง Tech AI เซมิคอนดักเตอร์ และแร่หายาก จะทำให้ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราวอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นปัจจัยรุมเร้าภาวะการค้าโลก ห่วงโซ่อุปทาน และค่าเงินตลอดทั้งปี
ในทางกลับกัน ความผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์ กลับส่งผลดีต่อการเติบโตเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการเคลื่อนย้ายเงินทุน และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน กับเทคโนโลยี โดยเฉพาะในภูมิภาคละตินอเมริกา อาเซียน และเอเชียกลาง โดยลาตินอเมริกาจะมีความได้เปรียบจากทำเลที่ใกล้อเมริกา ส่วนอาเซียนจะเป็นผู้ได้ประโยชน์จากการกระจายห่วงโซ่อุปทานออกจากจีน ในรูปแบบ Multi-hub strategy ขณะที่เอเชียกลางมีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะศูนย์กลางยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน และโลจิสติกส์
สำหรับตลาดการเงิน จะเห็นภาพการเคลื่อนย้ายเงินทุน (Funflow) เข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Market) อย่างมีนัยสำคัญ เพราะมีเสถียรภาพ ความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ และฐานะดุลบัญชีที่แข็งแรง แต่กลยุทธ์การลงทุนจะเป็นการโยกเงินจากสินทรัพย์หนึ่งไปยังอีกสินทรัพย์หนึ่ง หรือการโยกเงินจากกลุ่มอุตสาหกรรมหนึ่งไปยังอีกกลุ่มหนึ่งตามวัฏจักรเศรษฐกิจ (Rotation) ที่ชัดเจนมากขึ้น ทำให้ราคาสินทรัพย์จะไม่ปรับขึ้นพร้อมกันทุกสินทรัพย์เหมือนปีที่ผ่านมา โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญตลอดปีนี้ จะอยู่ที่แรงกระแทกจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ที่อาจกระทบต่อราคาพลังงาน และระบบโลจิสติกส์โลก ความผิดพลาดเชิงนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ความผันผวนในตลาดพันธบัตร การแข็งค่าของเงินเยน (Yen Carry Trade) ในช่วงครึ่งปีหลัง
ส่วนตลาดหุ้นไทย การที่เศรษฐกิจไทยมีข้อจำกัดหลายประการ ทั้งการขยายตัวในระดับต่ำ การใช้นโยบายการเงินและการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้จำกัด ทำให้ภาพการเติบโตต้องพึ่งพาการลงทุนภาคเอกชน และเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่มีคุณภาพเป็นหลัก อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทที่แข็งจากดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล แม้ในแง่หนึ่งจะช่วยดึงดูดเงินลงทุนก็ตาม แต่ก็สร้างแรงกดดันต่อการส่งออกเช่นกัน จึงทำให้ไม่มี Growth Story เข้ามาหนุน ความน่าสนใจในการลงทุนจึงอยู่ที่ Earning Yield Gap ที่สูงระดับ 5.9% โครงสร้างอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield Curve) ที่สะท้อนการฟื้นตัวในช่วง 6 - 12 เดือนข้างหน้า และการคาดหมายว่าหนี้เสียในภาคธุรกิจยังคงบริหารจัดการได้ ทำให้หากมีเงินทุนไหลเข้ามา ดัชนีมีโอกาสดีดตัวขึ้นไป โดยมีเป้าหมายที่ 1,406 จุด เมื่อใช้สมมติฐานกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 97 บาท และประเมินมูลค่าด้วย Forward P/E ที่ 14.5 เท่า แต่อาจปรับเพิ่มได้ หากโมเมนตัมกำไรบริษัทจดทะเบียนทำได้สูงกว่าคาด

ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนในปี 2569 จึงควรกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ (Asset Allocation) แบ่งเป็นหุ้นในตลาด Emerging Market (ตลาดหุ้น Latin America, Asia, India และ Hang Seng) รวม 25% หุ้นเวียดนาม 10-15% หุ้นไทย 15% หุ้นตลาดประเทศที่พัฒนาแล้ว 10% โดยเฉพาะตลาดหุ้นญี่ปุ่น ที่เหลือกระจายไปในตราสารหนี้ไทยและโลก รวมกัน 15% ทองคำ 5-10% และถือเงินสด 15 - 20% ขณะที่ลดน้ำหนักหุ้นอเมริกาในกลุ่มที่อ่อนไหวต่อมูลค่า (Multiple-sensitive)
ขณะที่กลยุทธ์ลงทุนหุ้นไทย เน้นการลงทุนรายตัวรายกลุ่ม อย่างไตรมาสแรกเน้นไปที่เรื่องปันผล แต่ให้น้ำหนักกับหุ้นขนาดใหญ่ที่เป็นเป้าหมาย Fundflow โดยหากไม่นับหุ้นกลุ่มธนาคาร จะมีหุ้นกลุ่มพลังงาน อย่าง PTT ซึ่งมีฐานะทางการเงินเข้มแข็ง จ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 5.9% และหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี ซึ่งแนวโน้มธุรกิจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว สวนทาง Valuation ที่ยังต่ำ ทำให้สามารถคาดหวัง Capital Gain ได้เพิ่มเติม อย่าง PTTGC และกลุ่มสื่อสาร เน้นไปที่ ADVANC ส่วนไตรมาส 2 รอดูหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ เช่น กลุ่มค้าปลีก