GLOBAL พร้อมเร่งเพิ่ม SSSG และกำไรขั้นต้น หนุนรายได้ปี 2569 โต 3-5% จากที่ลดลง 2% ในปี 2568

1406 จำนวนผู้เข้าชม  | 

GLOBAL พร้อมเร่งเพิ่ม SSSG และกำไรขั้นต้น หนุนรายได้ปี 2569 โต 3-5% จากที่ลดลง 2% ในปี 2568


 

 

บมจ. สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) ประกาศผลดำเนินงานงวดไตรมาสสุดท้ายปี 2568 มีกำไรสุทธิ 429 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) แต่ลดลง 10% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY)แต่หากตัดรายการพิเศษ ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน และค่าใช้จ่ายด้อยค่าสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ออกไป จะมีกำไรปกติ 471 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% QoQ แต่ลดลง 10% YoY เป็นไปตามที่ตลาดคาด โดยการเพิ่มขึ้น QoQ เป็นไปตามปัจจัยฤดูกาล และการขยายสาขาใหม่ทั้งปี 6 สาขา เป็น 98 สาขา (ในประเทศ 96 สาขา) หนุนให้ยอดขายเพิ่มขึ้น 3% เป็น 7.63 พันล้านบาท ส่วนการลดลง YoY ถูกกดดันจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ลดลง 4.9% ประกอบกับมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูงขึ้น 10% จากการขยาย 3 สาขาใหม่ในไตรมาสนี้ ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลดลง 43% จากผลกระทบของการคุมราคาสินค้าในเมียนมา และกำไรในอินโดนีเซียที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ฉุดให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของผลดำเนินงาน QoQ ช่วยผลักดันให้ผลดำเนินงานทั้งปี 2568 มียอดขาย 3.16 หมื่นล้านบาท ลดลง 2% จากปีก่อนหน้า แต่เนื่องจาก SSSG ที่ลดลง 6.4% และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น จากการขยายสาขาใหม่ ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงจากปีก่อนหน้า 17% มาอยู่ที่ 1.96 พันล้านบาท กระนั้น บริษัทฯ ประกาศจ่ายปันผลทั้งปีอย่างต่อเนื่อง โดยจ่ายเป็นเงินสดในอัตราหุ้นละ 0.184 บาท และหุ้นปันผล (ในอัตรา 27 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นปันผล) คิดเป็นมูลค่ารวมหุ้นละ 0.221 บาท กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (วันขึ้น XD) 24 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ก่อนจ่ายจริงวันที่ 7 พฤษภาคมตามมา

ขณะเดียวกัน นายวิทูร สุริยวนากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GLOBAL ได้ออกมาเปิดเผยกลยุทธ์การทำธุรกิจปี 2569 ด้วยว่า ยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานให้เป็นบวกสูงที่สุด ทั้งเพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และรองรับแผนขยายสาขาทั้งปีเพิ่ม 5 สาขา รวมถึงปรับปรุงสาขาเดิมให้ทันสมัย สะดวกสบายมากขึ้น และไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วม โดยใช้งบลงทุนจากกระแสเงินสด เพื่อรักษาวินัยทางการเงิน และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยตั้งเป้า SSSG เติบโต 2-3% พร้อมกับคุมอัตรากำไรขั้นต้นให้ได้ 25.5-26.5% รับแผนเพิ่มความหลากหลายของสินค้า Private Brand เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ส่วนนี้ขึ้นจาก 25% เป็น 26% ควบคู่ไปกับการปรับทีมขายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการขยายฐานลูกค้าไปรับงานภาครัฐมากขึ้น ภายใต้การควบคุมต้นทุนอย่างรัดกุม ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้รายได้ทั้งปีเติบโตราว 3-5%  

สำหรับความเห็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เสียงส่วนใหญ่ประเมินราคาเป้าหมายปีนี้ที่ 7.50 บาท จะมีแค่ทิสโก้ (TISCO) กับอินโนเวสท์ เอกซ์ (INVX) ที่ให้ราคาไว้สูงที่สุด ถึง 9 บาท และ 9.30 บาทตามลำดับ

 

 

 

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้