2031 จำนวนผู้เข้าชม |
หลังจากนายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ธนาคารเกียรตินาคิน ภัทร (KKP) เปิดเผยแผนธุรกิจปี 2569 ว่า ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้จากค่าธรรมเนียมเติบโตเป็นเลข 2 หลัก ขับเคลื่อนจากทั้งธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ธุรกิจประกัน (Bancassurance) และธุรกิจให้บริการทางการเงินและการลงทุนหุ้นต่างประเทศแบบดิจิทัล สำหรับลูกค้ารายเล็ก ผ่าน Dime! ซึ่งในปีที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทั้งจำนวนลูกค้า จำนวนผู้ใช้งาน และปริมาณธุรกรรม โดยจะให้ความสำคัญกับธุรกิจ Wealth Management ทั้ง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มลูกค้าที่มีสินทรัพย์การลงทุนและเงินฝากตั้งแต่ 2-10 ล้านบาท (Mass Affluent) และกลุ่มลูกค้าที่มีสินทรัพย์การลงทุนและเงินฝากตั้งแต่ 10-50 ล้านบาท (Upper Affluent) ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก Goldman Sachs พร้อมกับส่งมอบบริการแบบไฮบริด ทั้งเจอพนักงานและออนไลน์ เพื่อลดต้นทุนต่อการให้บริการ (Cost to Serve) ให้ต่ำลง โดยตั้งเป้าเพิ่มลูกค้าราว 1 แสนราย จากปัจจุบันมีฐานลูกค้ากว่า 1 หมื่นคน และมูลค่าสินทรัพย์ในการบริหารจัดการ (AUM) รวมทั้งหมดทะลุ 1 ล้านล้านบาท
ขณะที่ธุรกิจธนาคาร ตั้งเป้าสินเชื่อเติบโต 3% จากที่หดตัว 6.7% ในปี 2568 โดยให้ความสำคัญกับการขยายสินเชื่อลูกค้าบรรษัทขนาดใหญ่เป็นหลัก ขณะที่สินเชื่อรายย่อยอาจเห็นการเติบโตเล็กน้อย จากการรุกสินเชื่อบ้านมือ 2 มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่ต้องการบ้านในเมืองมากขึ้น โดยตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งตลาดบ้านมือ 2 จากต่ำกว่า 1% เป็น 5% จากพอร์ตสินเชื่อบ้านปัจจุบันอยู่ที่ 5.0-5.5 หมื่นล้านบาท ผ่านการร่วมมือกับโบรกเกอร์บ้านมือ 2 เปิดเว็บไซต์การหาข้อมูลบ้านมือสอง KKPPropify ในเดือนเมษายนนี้ ซึ่งนอกจากจะช่วยระบายสต๊อกบ้านมือ 2 ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ของธนาคารที่มีอยู่ 3,000-4,000 หลังได้แล้ว ยังจะช่วยแก้ Pain Point ให้กับลูกค้าได้ย่างตรงจุด ทั้งการรู้ราคาประเมินสูงและต่ำ วงเงินสินเชื่อที่จะได้รับ และการขอวงเงินกับธนาคารโดยรู้ผล Preapprove ได้อย่างรวดเร็ว

ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ มีแผนรุกขยายสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพิ่มขึ้น เน้นรถที่ราคาเกิน 1 ล้านบาท แต่จำกัดในบางแบรนด์ บางรุ่น และเลือกเซ็กเมนต์ลูกค้า เพื่อป้องกันลูกค้าทิ้งรถ และควบคุมคุณภาพสินเชื่อให้ดีต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การคงหลักเกณฑ์อนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวด พร้อมกับปรับลดวงเงินการปล่อยสินเชื่อเหมือนในปีก่อน ทำให้คาดว่าสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์จะยังชะลอตัว
การหันมาเน้นปล่อยสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต่ำมากขึ้น ทำให้คาดว่าส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) น่าจะปรับลดจาก 4.5% ในปีก่อน ลงมาที่ 4.3-4.4% แต่ก็ช่วยให้การควบคุมค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญ (credit cost) อยู่ในกรอบ 1.6-1.8% เทียบกับ 1.72% ในปีก่อน เช่นเดียวกับสัดส่วนหนี้เสีย (NPL ratio) ที่คาดว่าจะทรงตัวในกรอบ 4.3-4.4% ส่วนหนึ่งเกิดจากผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่ลดลงต่อเนื่อง ตามการหดตัวของสินเชื่อเช่าซื้อตั้งแต่ปี 2567 อีกทั้งความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากสินเชื่อที่ปล่อยไปในปี 2565-66 มีแนวโน้มคลี่คลายในปีนี้ เพราะมีการชำระนี้แล้วเกินกว่าครึ่ง
เป้าหมายข้างต้น ทำให้นักวิเคราะห์หุ้นกลุ่มธนาคารส่วนใหญ่ ประเมินแนวโน้มกำไรปี 2569 ของ KKP เติบโตเด่นที่สุดในกลุ่มธนาคาร โดยคาดกำไรจะเร่งตัวจาก 5.9 พันล้านบาท ในปีก่อน เป็น 6.1-6.2 พันล้านบาท ส่งผลให้สามารถจ่ายปันผลได้ในระดับ 7-8% ต่อเนื่องจากปี 2568 (จ่ายในอัตราหุ้นละ 5.70 บาท ในจำนวนนี้เป็นการจ่ายงวดครึ่งปีหลัง ในอัตราหุ้นละ 4.20 บาท กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (วันขึ้น XD) 29 เมษายน และกำหนดจ่ายเงินวันที่ 21 พฤษภาคมที่จะถึงนี้) คิดเป็นราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 76 บาท แต่เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาจนทำให้ upside มีจำกัด จึงควรทยอยซื้อสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว