1461 จำนวนผู้เข้าชม |
บมจ. แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป (LHFG) เปิดเผยกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจปี 2569 ว่า จะมุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกมิติให้แข็งแกร่งขึ้น สอดรับกับแนวทางความยั่งยืน (ESG) และกรอบการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ รวมถึงพัฒนาศักยภาพของกลุ่มธุรกิจทางการเงินให้มีความยืดหยุ่น เพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าและสังคมเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน ช่วยยกระดับการเป็นสถาบันการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) อย่างเต็มตัว
โดยธุรกิจธนาคาร ซึ่งเป็นช่องทางสร้างรายได้หลัก ตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อที่ 10-12% (ลดลงเล็กน้อยจากปี 2568 ที่สินเชื่อเติบโต 12.4% ในทุกกลุ่มลูกค้า โดยสินเชื่อธุรกิจเติบโต 9% ส่วนสินเชื่อลูกค้ารายย่อยโตมากกว่า 20% หลักๆ จากสินเชื่อบ้านและสินเชื่อส่วนบุคคล) เน้นการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาระดับ NPL ให้ต่ำกว่า 3% ผ่านการรุกขยายพอร์ตลูกค้า SMEs ด้วยผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่ออกแบบสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย การสร้างพอร์ตห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (FDI) และการขยายพอร์ตสินเชื่อธุรกิจระหว่างประเทศ ที่ทำร่วมกับบริษัทแม่ ธนาคาร CTBC เพื่อเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมจากบริการปริวรรตเงินตราต่างประเทศ รวมถึงการสนับสนุนสินเชื่อสีเขียว (Green Finance) และสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan) เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ส่วนธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) พร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมความต้องการของลูกค้า และนำเอา Data Analytics มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้คำปรึกษาที่เหมาะกับบุคคล สร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า และมีคุณภาพทั้งในภาวะตลาดผันผวน และภาวะตลาดปกติ โดยธุรกิจกองทุนรวมที่บริหารโดย บลจ. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Fund) จะมุ่งออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับเทรนด์การลงทุนระดับโลก โดยอาศัยความร่วมมือกับบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำระดับโลก (best-in-class fund houses) เพื่อสร้างผลดำเนินงานที่แข็งแกร่งและสม่ำเสมอให้กับผู้ลงทุน รวมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มและโครงสร้างการให้บริการรูปแบบใหม่ รองรับกลยุทธ์ลงทุนแบบแบบ Open Architecture เพิ่มความยืดหยุ่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์จากพันธมิตรที่หลากหลาย สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว ซึ่งจะผลักดันให้กองทุนมีมูลค่าของสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) เติบโตอย่างต่อเนื่อง จากที่เติบโต 10% ในปี 2568 มาอยู่ที่ 7.04 หมื่นล้านบาท พร้อมกับขยายพอร์ตกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ให้เติบโตตามไปด้วย
เช่นเดียวกับธุรกิจหลักทรัพย์ ที่จะยังคงให้ความสำคัญกับการเพิ่มบริการและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโต เน้นไปที่การให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Global Trade) เพื่อเพิ่มทางเลือกและสนับสนุนการกระจายการลงทุนสู่ตลาดสากล พร้อมกับพัฒนาบริการสำหรับลูกค้ากลุ่ม Wealth Management อย่างครบวงจร เพื่อปรับโครงสร้างรายได้ให้มีความหลากหลาย ลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหุ้นเพียงช่องทางเดียว
สำหรับผลดำเนินงานงวดไตรมาสสุดท้ายปี 2568 ของ LHFG มีกำไรสุทธิ 840.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) แต่ลดลง 9.1% จากไตรมาสก่อนหน้า (YoY) โดยการเพิ่มขึ้น YoY หนุนจากกำไรจากเงินลงทุนที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) ที่เพิ่มขึ้น และการลดลงของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ส่งผลให้รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 35.6% มาอยู่ที่ 522.0 ล้านบาท ส่วนการลดลง QoQ มีสาเหตุจากการลดลงของกําไรจากเงินลงทุน และรายได้เงินปันผล ฉุดให้รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 33.6% ทั้งที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะเพิ่มขึ้น 10.6% YoY และ 5.7% QoQ มาที่ 1,835.2 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้รวมเพิ่มขึ้น 5% YoY แต่ลดลง 1.7% QoQ อยู่ที่ 3,960.6 ล้านบาท
การเติบโตของรายได้และกำไรในไตรมาสสุดท้ายของปี ช่วยให้ผลดำเนินปี 2568 ของกลุ่มธุรกิจการเงิน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีกำไรสุทธิเติบโต 41% เป็น 2,885.9 ล้านบาท ตามรายได้รวมที่เพิ่ม 7.5% เป็น 15,414.1 ล้านบาท โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 6,909.7 ล้านบาท และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 2,156.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.5% และ 54.7% ตามลำดับ ส่งผลให้พร้อมจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 0.05 บาท กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (วันขึ้น XD) 27 เมษายน และกำหนดจ่ายเงินวันที่ 8 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งหากคิดรวมเงินปันผลระหว่างกาลที่จ่ายในเดือนกันยายน ทำให้ทั้งปี 2568 จ่ายปันผลรวม 0.06 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 6% (อิงราคาหุ้นที่ 1 บาท)