59 จำนวนผู้เข้าชม |
K WEALTH จับมือ 2 พันธมิตรผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารความมั่งคั่งระดับโลก ในเครือ J.P. Morgan และ Lombard Odier จัดสัมมนาใหญ่ประจำปี 2569 หัวข้อ Your Future - Ready Wealth เพื่ออัปเดตมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุนปีนี้ให้กับลูกค้าระดับเอ็กซ์คลูซีฟ ที่ใช้บริการบริหารความมั่งคั่งของ บมจ. กสิกรไทย (KBANK) สามารถสร้าง และปกป้องความมั่งคั่งได้อย่างยั่งยืน ระบุว่า โลกการลงทุนกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่ซ้อนทับกันอย่างซับซ้อน จากคลื่น AI ที่สร้าง Productivity Shock การแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และสังคมสูงวัย ทำให้กติกาเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์การปรับมูลค่าสินทรัพย์ครั้งใหญ่ (The Great Repricing) โดยตลาดเริ่มให้มูลค่ากับสินทรัพย์ที่สามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จากภูมิทัศน์ใหม่ของโลกได้มากที่สุด ถือเป็นการปิดฉากยุคแห่งการกระจุกตัว และเริ่มต้นยุคแห่งการกระจายพอร์ต (From Concentration to Diversification)
ดังนั้น เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์เหล่านี้ ผู้บริหารจาก Lombard นาย John Woods Chief Investment Officer and Head of Investment Solutions - Asia แนะนำให้ลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นอเมริกา และตราสารหนี้ทั่วโลก เนื่องจากราคาอยู่ในภาวะตึงตัว และมีการกระจุกตัวของเม็ดเงินที่สูงเกินไป และหันไปเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าน่าสนใจ และช่วยป้องกันความเสี่ยงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ อย่างทองคำ หุ้นกู้แปลงสภาพ รวมถึงหุ้นในตลาดเกิดใหม่และยุโรปที่ระดับราคายังไม่สูงจนเกินไป เพื่อรักษาเสถียรภาพและคว้าโอกาสเติบโตท่ามกลางระเบียบโลกใหม่ที่กำลังถูกเขียนขึ้น ตั้งแต่ปีนี้
ด้านผู้บริหารจาก JP Morgan นาย Alexander Treves Managing Director และ Head of Investment Specialist- Asia ชี้ประเด็นว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI เต็มรูปแบบ จะเข้ามาปฏิวัติผลิตผลของเศรษฐกิจโลกในทุกมิติ ทำให้ 2 มหาอำนาจ อย่างสหรัฐฯ และจีน ต่างเร่งชิงความได้เปรียบเพื่อลดการพึ่งพาประเทศอื่น ทำให้คาดว่า จะมีเม็ดเงินลงทุนสะสมในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI พุ่งสูงถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2571 โดยจุดเปลี่ยนสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตา คือ การเคลื่อนย้ายของเม็ดเงิน (Capital Pivot) จากกลุ่มซอฟต์แวร์หรือหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมต้นน้ำ หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ AI ใช้งานได้จริง ได้แก่ ระบบดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และคลาวด์ (Cloud) ที่ต้องรองรับการประมวลผลข้อมูลมหาศาล กลุ่มชิปและเซมิคอนดักเตอร์ ที่เป็นหัวใจหลักในการสร้าง Model ต่างๆ และธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ที่เป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญในกระบวนการผลิตชิป และดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งต้องใช้ไฟฟ้าในปริมาณมหาศาล


ส่วนนางสาวศิริพร สุวรรณการ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน K WEALTH เสริมว่า จากข้อมูล Global Equity Map ล่าสุด พบสัญญาณชัดเจนว่า ตลาดหุ้นที่เคยร้อนแรงอย่าง NASDAQ และ S&P500 กำลังเผชิญภาวะมูลค่าตึงตัว (High Valuation) และการลงทุนที่กระจุกตัวหนาแน่นเกินไป ขณะที่หุ้นที่มีการเติบโตของกำไร (Earnings Leadership) เริ่มขยายตัวออกไปนอกอเมริกา มุ่งหน้าสู่หุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและระดับราคายังไม่แพง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และยุโรปที่มีความโดดเด่นอย่างมาก ทำให้การจัดพอร์ตลงทุนหลัก (Core Portfolio) ควรผสมผสานระหว่างกองทุนผสม K-WealthPLUS Series ที่ถูกออกแบบมาให้สามารถปรับสัดส่วนสินทรัพย์ตามสภาวะตลาดโดยอัตโนมัติ และมีฟีเจอร์จำกัดความเสี่ยง (Stop Loss) เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับภาวะตลาด และล็อกผลตอบแทนจากตราสารหนี้โลกในช่วงดอกเบี้ยสูง ด้วยกองทุน K-GDBOND เพื่อให้ผลตอบแทนชนะตลาด
สำหรับพอร์ตลงทุนรอง (Satlellite Port) เพื่อสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) ให้เลือกลงทุนเฉพาะกลุ่ม เช่น กองทุน K-ATECH ที่ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีเอเชีย กองทุน K-GINFRA จับเทรนด์พลังงานโลกผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง กองทุน ES-EG ที่เน้นหุ้นยุโรปที่มีมูลค่าน่าสนใจ และได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวเศรษฐกิจ และกลุ่ม Private Asset เช่น Private Equity และ Private Credit ช่วยลดความผันผวนจากตลาดหุ้นในพอร์ตหลักได้
โอกาสนี้ K WEALTH ได้เปิดตัว AI อัจฉริยะชื่อ “KEWIN” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้เข้าใจตัวตน เป้าหมาย และระดับความเสี่ยงของนักลงทุนแต่ละรายอย่างแท้จริง ช่วยทำหน้าที่เสมือนผู้เฝ้าพอร์ตส่วนตัว โดยใช้จุดเด่นในการทำงานประสานกับทีมกลยุทธ์การลงทุนของ K WEALTH เพื่อนำอินไซต์การลงทุนจากทั่วโลกมาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ก่อนกลั่นกรองออกมาเป็นคำแนะนำ และกลยุทธ์ที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล ช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจปรับพอร์ตได้อย่างแม่นยำ ทันจังหวะ และสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาว เพื่อสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน ในโลกการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอีกด้วย