452 จำนวนผู้เข้าชม |
ดร. ณัฐนัย อนันตรัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม (ITEL) ชี้แจงข้อมูลในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) ชี้แจงสาเหตุที่ทำให้ผลดำเนินงานปี 2568 ขาดทุนสุทธิ 176.2 ล้านบาท ว่า ถูกกดดันจากความล่าช้าในการเปิดประมูลโครงการใหม่ๆ ของหน่วยงานภาครัฐ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นอ่อนแอลง เหลือเพียง 9.5% จาก 22.7% ในปีก่อนหน้า และกระบวนการชำระเงินของลูกค้า 2 รายล่าช้า ทำให้บริษัทฯ ต้องตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ฉุดให้รายได้ไม่เป็นตามแผน แต่หากหักรายการพิเศษออกไป บริษัทฯ จะมีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน 48.0 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี บริษัทฯ ยังคงสร้างรายได้รวมเพิ่มขึ้นราว 14% จากปีก่อนหน้า เป็น 2,866.77 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจติดตั้งโครงข่ายให้แก่ลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชน 1,370.48 ล้านบาท ธุรกิจให้บริการโครงข่ายความเร็วสูง 1,277.40 ล้านบาท และธุรกิจบริการพื้นที่ดาต้าเซ็นเตอร์ 101.97 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนฐานรายได้ประจำที่มั่นคงและความสามารถในการรักษาฐานลูกค้าในระยะยาว อีกทั้งการขยายศักยภาพเชิงกลยุทธ์ผ่านการจัดตั้ง ITEL Global ร่วมกับ SEAX Global เพื่อรองรับการเชื่อมต่อโครงข่ายระหว่างประเทศ และเชื่อมโยงศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Hyperscaler Data Center) รวมถึงผู้ให้บริการคลาวด์ระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูงจากการขยายตัวของเศรษฐกิจยุคดิจิทัล ช่วยตอกย้ำการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
ประการสำคัญ บริษัทฯ ได้ดำเนินการปรับโครงสร้างทางการเงินให้เข้มแข็งมากขึ้น ด้วยการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ และจัดวางโครงสร้างทุนให้เหมาะสมกับแผนการเติบโตระยะยาว และมีสภาพคล่องรองรับการเติบโตในระยะกลาง
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2569 พร้อมเดินหน้าผลักดันรายได้เติบโตตามเป้าหมาย 3,600 ล้านบาท ขับเคลื่อนผ่านงานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ มูลค่ารวม 2,628 ล้านบาท (นับรวมโครงการระบบไมโครเวฟสำหรับกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อใช้ในระบบการสื่อสาร เรดาร์ และการตรวจจับพื้นที่ยุทธศาสตร์ ตามยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ มูลค่า 99 ล้านบาทแล้ว) อีกทั้งยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างรอพิจารณาผล โดยเฉพาะงานโครงการบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม ระยะที่ 3 (โครงการ USO 3) ของ กสทช. ซึงจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการรับรู้รายได้ในช่วงถัดไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยหากเป็นไปตามแผนที่วางไว้ คาดว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป
ขณะเดียวกัน เพื่อยกระดับองค์กรให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น บริษัทฯ ได้เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานภายในองค์กร สร้างการเติบโตอย่างมั่นคงบนรากฐานที่แข็งแกร่งในทุกมิติ รวมถึงแต่งตั้ง พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง เป็นกรรมการ ควบตำแหน่งสำคัญ ได้แก่ ประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง กรรมการตรวจสอบ กรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน และกรรมการกำกับดูแลกิจการ มีผลตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อผลักดันองค์กรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในทุกมิติ เพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจ โดยอาศัยจุดแข็งที่มีอยู่ ทั้งคุณภาพโครงข่าย ความไว้วางใจจากลูกค้า และความร่วมมือกับพันธมิตร ผลักดันการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะสั้น ก่อนเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว