62 จำนวนผู้เข้าชม |
ผศ. ดร. ศิริรักษ์ ขาวไชยมหา รองกรรมการผู้จัดการสายงานบัญชีและการเงิน บมจ. ชูวิทย์ฟาร์ม 2019 (CFARM) หนึ่งในผู้นำธุรกิจฟาร์มเลี้ยงไก่เนื้อในรูปแบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน (โครงการ JUMP+) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพราะเล็งเห็นความสำคัญในการยกระดับศักยภาพทางธุรกิจ เพื่อผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว พร้อมกับสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น ผ่านการจัดทำโรดแมป 3 ปี (ปี 2569–71) ที่มุ่งเน้นขยายฐานรายได้จากธุรกิจใหม่ ไก่ไข่ ควบคู่กับเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยนวัตกรรมในธุรกิจเดิม สร้างเสถียรภาพของรายได้ในระยะยาว
โดยธุรกิจใหม่ เตรียมนำเงินที่ได้จากการระดมทุนส่วนหนึ่งมาลงทุนก่อสร้างฟาร์มไก่ไข่ระบบ Contract Farming ขนาด 200,000 ตัว เพื่อสร้าง New S-Curve คาดว่าจะเริ่มเลี้ยงไก่ไข่ได้ช่วงปลายไตรมาส 3 และเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาสสุดท้ายทันที คาดว่า จะสร้างรายได้ปีแรกในสัดส่วน 15% ของรายได้รวม ก่อนเติบโตก้าวกระโดดขึ้นมาเป็น 40% ของรายได้รวม ในปี 2570
ส่วนธุรกิจฟาร์มไก่เนื้อเดิม เตรียมยกระดับสู่ฟาร์มดิจิทัล ด้วยการนำเอาระบบ AI (Artificial Intelligence) และ IoT (Internet of Things) มาช่วยบริหารจัดการเต็มรูปแบบ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการควบคุมสภาพแวดล้อม การให้อาหาร และการเฝ้าระวังสุขภาพสัตว์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน และเพิ่มอัตราการรอดของไก่ ส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ยกระดับกระแสเงินสดให้เข้มแข็งมากขึ้นตามไปด้วย
พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้จัดทำดัชนีชี้วัดสำคัญ (KPI) มุ่งเน้น 3 เป้าหมาย คือ ยอดขาย กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) และกำไรที่เป็นเงินสด (EBITDA) รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทางการเงิน เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน และรักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด และมีเสถียรภาพนอกจากการเติบโตเชิงธุรกิจแล้ว ตลอดจนมุ่งยกระดับการพัฒนาด้านธรรมาภิบาล และการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ขับเคลื่อนให้บริษัทฯ ก้าวขึ้นเป็นผู้นำธุรกิจฟาร์มเกษตรอุตสาหกรรมที่ทันสมัย มีมาตรฐานระดับสากล และได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุน ผู้ถือหุ้น รวมถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในระยะยาว
สำหรับผลดำเนินงานปี 2568 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 10.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.93% จากปีก่อนหน้า ผลจากการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่าย รวมถึงการบริหารจัดการฟาร์มที่มีประสิทธิผล หนุนให้อัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 0.63% เป็น 5.15% ทั้งที่รายได้รวมจะลดลง 6.06% มาอยู่ที 210.72 ล้านบาท พร้อมกับประกาศจ่ายเงินปันผลประจำปี ในอัตราหุ้นละ 0.02 บาท กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (วันขึ้น XD) 20 เมษายน และกำหนดจ่ายเงินวันที่ 7 พฤษภาคม