1481 จำนวนผู้เข้าชม |
นายพรพิพัฒน์ ประสิทธิ์ศุภผล รองกรรมการผู้จัดการ สายงานกลยุทธ์และพัฒนาองค์กร บมจ. เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ (PCE) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน (โครงการ JUMP+) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับศักยภาพองค์กรในทุกมิติ เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการจัดทำแผนธุรกิจ เพื่อต่อยอดการเติบโต (Business Growth Plan) แผนด้านธรรมาภิบาล (Corporate Governance Plan) และแผนด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Action Plan) ที่ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ สามารถวัดผลได้ภายใน 3 ปี (ปี 2569-71) เสริมสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับส่งมอบผลตอบแทนที่มั่นคงให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว
โดยแผนด้านการเติบโต ตั้งเป้าหมายกำไรสุทธิ 750-800 ล้านบาท ในปี 2571 จาก 308 ล้านบาท ในปี 2568 พร้อมยกระดับองค์กรขึ้นเป็นผู้นำอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มครบวงจรระดับประเทศ ที่โดดเด่นด้านการบริหารจัดการและความยั่งยืนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมส่งมอบผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-based) คุณภาพสูงให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยอาศัยเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่ง และความเชี่ยวชาญแบบรอบด้าน ทั้งการจัดหาวัตถุดิบ การผลิต และระบบขนส่งที่ครบวงจร และเพื่อต่อยอดความสำเร็จนี้ บริษัทฯ มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วย 3 กลยุทธ์
กลยุทธ์แรก การลงทุนในโครงการก่อสร้างโรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบ (เฟส 3) เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบจากเดิมชั่วโมงละ 150 ตันผลปาล์มสด เป็นชัวโมงละ 210 ตันผลปาล์มสด มุ่งลดการพึ่งพาการจัดซื้อน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) จากหน่วยงานภายนอกเพื่อมาผลิตผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง และยกระดับอัตรากำไรขั้นต้นสู่ระดับ 6%
กลยุทธ์ที่ 2 การยกระดับขีดความสามารถโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม (เฟส 3) ซึ่งจะมีการลงทุนเครื่องจักรใหม่และปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มคุณภาพน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์ผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันปาล์มดิบให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น และกระบวนการกลั่นสองขั้นตอน (Double-refined processing) ช่วยรองรับการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรเพิ่มขึ้นสูง ต่อยอดการพัฒนาสินค้าคุณภาพสูง (High Value Added) และสนับสนุนการขยายฐานตลาดให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น
และกลยุทธ์ที่ 3 การเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มโอเลอิน จากวันละ 300 ตัน เป็นวันละ 700 ตัน เพื่อรองรับการขยายฐานลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร และรองรับการขยายช่องทางจำหน่ายน้ำมันปาล์มโอเลอินบรรจุขวด แบรนด์ "รินทิพย์" รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มโอเลอิน ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักที่ขับเคลื่อนรายได้ให้กลุ่มบริษัทฯ รองรับโอกาสทางธุรกิจที่มีการเติบโตสูงในอุตสาหกรรม
สำหรับแผนด้านธรรมาภิบาล พร้อมเสริมสร้างกรอบการกำกับดูแลกิจการที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ ป้องกันการทุจริต โดยมีการทบทวนนโยบายภายในอย่างสม่ำเสมอ ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กร ที่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต มุ่งได้รับการรับรองจากแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (Thai Private Sector Collective Action Against Corruption – CAC) ภายในปี 2571
ขณะที่แผนด้านสภาพภูมิอากาศ เตรียมจัดทำยุทธศาสตร์การบริหารจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจกและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เริ่มจากการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐาน ISO14064-1 และ อบก. พร้อมประเมินความเสี่ยงทางการเงินจากสภาพภูมิอากาศ (TCFD) อย่างรอบด้าน ในปี 2569 ก่อนยกระดับระบบการจัดเก็บข้อมูลให้สอดคล้องกับมาตรฐาน SBTi ในปี 2570 และบูรณาการระบบบริหารจัดการข้อมูลความยั่งยืนเข้ากับผลประกอบการทางการเงิน ภายในปี 2571 ขณะเดียวกัน บริษัทฯ มุ่งมั่นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน ผ่านการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือก และการเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอนเพื่อรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2593
ภายใตแผน มุ่งก้าวเป็นผู้นำอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มครบวงจรระดับประเทศ ที่โดดเด่นด้านการบริหารจัดการและความยั่งยืนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมส่งมอบผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-based) คุณภาพสูงให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยอาศัยเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่ง และความเชี่ยวชาญแบบรอบด้าน ทั้งการจัดหาวัตถุดิบ การผลิต และระบบขนส่งที่ครบวงจร เพื่อต่อยอดความสำเร็จนี้ บริษัทฯ มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วย 3 กลยุทธ์ ทั้งการขยายกำลังการผลิตโรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบและโรงผลิตน้ำมันปาล์มโอเลอิน รวมไปถึงการพัฒนากระบวนการผลิตโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า รองรับโอกาสการเติบโตของตลาด