35 จำนวนผู้เข้าชม |
ดร. รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมคณะผู้บริหาร บมจ. บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (BAM) เดินสายพบปะนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ต่อเนื่อง ประเดิมด้วยเวที KKPS’s Thailand Financial Forum จัดโดย บมจ. หลักทรัพย์ เกียรตินาคิน ภัทร (KKPS) ต่อด้วยเวที ttb wealth Virtual Bank and Finance Day ของ บมจ. หลักทรัพย์ ทีทีบี เวลธ์ (ttb wealth) และเวที Virtual Group Call ของบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า ประเทศไทย (YUANTA) เพื่อฉายภาพผลดำเนินงาน ฐานะทางการเงิน พร้อมอัปเดตแผนธุรกิจ ตลอดจนปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะแนวโน้มคุณภาพสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน สถานการณ์หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) และโอกาสทางธุรกิจในช่วงที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในระยะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงทิศทางการเติบโตในอนาคต ด้วยบทบาทที่มีความสมดุลระหว่างการช่วยบริหารจัดการหนี้ด้อยคุณภาพในระบบการเงิน พร้อมสร้างโอกาสให้ลูกหนี้สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน ควบคู่กับการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมให้แก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน
สําหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจปี 2569 นี้ บริษัทฯ ยังคงเป้ากำไรสุทธิที่ 2,000 ล้านบาท (เติบโต 10% จากปีก่อน) และเป้าการจัดเก็บเงินสดที่ 17,900 ล้านบาท (ใกล้เคียงปีก่อน) ได้แรงหนุนจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง และการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เข้มงวดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปลี่ยนวิธีการตั้งสำรองทางบัญชี ตั้งแต่ไตรมาส 2 ในกรณีที่ลูกหนี้โอนทรัพย์เพื่อชำระหนี้แทน ช่วยให้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ลดลง ทำให้การตั้งสำรองต่ำลง ส่งผลให้ credit cost ลดลง และการบริหารจัดการหนี้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น มุ่งเน้นผลการจัดเก็บเงินสดจากลูกหนี้รายย่อยและดีลขนาดกลางแทนดีลขนาดใหญ่ ด้วย 3 กลยุทธ์ใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่ การให้ส่วนลดหนี้ 30% สำหรับดีลปรับโครงสร้างหนี้ การอนุญาตให้ลูกค้าผ่อนชำระโดยตรงกับ BAM และการเข้าถึงกลุ่มข้าราชการผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ (ลงนามกับ กทม. แล้ว และจะมีกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงกลาโหมตามมา) ช่วยเร่งการขาย NPA มูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท เพิ่มโอกาสจัดเก็บเงินสดให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
ขณะที่ความคืบหน้าของการตั้งบริษัทร่วมทุนบริหารสินทรัพย์ (JVAMC) ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับ 3 ธนาคาร โดยมี 1 ธนาคาร จะเปิดตัวในเดือนกรกฎาคมนี้ แต่รูปแบบการทำ JV จะเริ่มต้นด้วยการที่ BAM ซื้อหนี้ตามปกติ (ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่มีอสังหาฯ เป็นหลักประกัน และมีอายุค้างชำระไม่นาน) ในระดับ 3,000-4,000 ล้านบาท และปรับโครงสร้างธุรกิจในภายหลัง ทำให้อัตราการจัดเก็บหนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในเกณฑ์ดี หนุนให้รายได้ดอกเบี้ยจากการปรับโครงสร้างหนี้เร่งตัวขึ้น


พร้อมกันนี้ ผู้บริหาร BAM ได้ให้ข้อมูลแนวโนมผลดำเนินงานไตรมาส 2 ด้วยว่า น่าจะสามารถจัดเก็บเงินสดได้เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรก (QoQ) เพราะสามารถปิดการขาย NPA ขนาดกลาง 2-3 รายการ (รายการละ 300-500 ล้านบาท) ซึ่งมีอัตรากำไรที่ดีขึ้น รวมถึงการรักษาระดับการจัดเก็บเงินสดที่ดี และยังได้ประโยชน์จากต้นทุนทางการเงินที่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง กับการตั้งสำรองลดลง ผลจากการปรับเกณฑ์การตั้งสำรองในกรณีแปลง NPL เป็น NPA ช่วยสนับสนุนกำไร