WFX เคาะราคาขายหุ้น IPO ที่ 7.20 บาท คาดเข้าซื้อขายวันแรก 23 ธ.ค.นี้

439 จำนวนผู้เข้าชม  | 

WFX เคาะราคาขายหุ้น IPO ที่ 7.20 บาท คาดเข้าซื้อขายวันแรก 23 ธ.ค.นี้

นายรัฐชัย ธีระธนาวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ฝ่ายวาณิชธนกิจ-ด้านตลาดทุน บมจ.หลักทรัพย์ เคทีบีเอสที (KTBST) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไป (IPO) ของ บมจ.เวิลด์เฟล็กซ์ (WFX) เปิดเผยว่า ได้กำหนดราคาขายหุ้นสามัญให้กับประชาชนทั่วไป (IPO) จำนวน 142 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 7.20 บาท ซึ่งกำหนดจากกระแสตอบรับของนั กลงทุนสถาบัน ในการทำ Bookbuild ช่วงก่อนหน้านี้ 

"การกำหนดราคา IPO ถือว่าสมเหตุสมผล และสอดรับกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัทฯ ในฐานะผู้นำตลาดเส้นด้ายยางยืดชั้นนำระดับโลก และมีศักยภาพที่จะเติบโตก้าวกระโดดในอนาคต จากแผนนำเงินระดมทุนไปใช้เพิ่มกำลังผลิตขึ้นอีกปีละ 14,200 ตัน จากปัจจุบันที่ผลิตได้ปีละ 36,000 ตัน รองรับการขยายตลาดใหม่ เพิ่มโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดโลกในที่สุด" ที่ปรึกษาทางการเงิน ชี้แจง

สำหรับการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนครั้งนี้ จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรก เสนอขายให้กับผู้ถือหุ้นของ บมจ.ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์ กรุ๊ป (TRUBB) ตามสัดส่วนการถือหุ้น TRUBB (Pre-emptive Right) จำนวน 11.36 ล้านหุ้น กำหนดจองซื้อวันที่ 9 - 14 ธันวาคมนี้ ส่วนที่สอง เสนอขายให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทฯ ไม่เกิน 14.20 ล้านหุ้น ที่เหลือเสนอขายประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 116.44 ล้านหุ้น กำหนดจองซื้อ ระหว่างวันที่ 15 - 17 ธันวาคม โดยคาดว่า จะสามารถเข้าซ์้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ วันที่ 23 ธันวาคมที่จะถึงนี้ 

นอกเหนือจาก KTBST แล้ว ยังมีผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายอีก 6 ราย ได้แก่ บมจ.หลักทรัพย์คันทรี่ กรุ๊ป (CGS), บมจ.หลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส (FSS), บมจ.หลักทรัพย์เคจีไอ (KGI), บมจ.หลักทรัพย์ธนชาต (TNS), บล.ทรีนีตี้ (TNITY) และ บล.โกลเบล็ก (GBX) 

ด้านนายชวลิต ติยาเดชาชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WFX กล่าวว่า การเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ฯ จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการเติบโตให้กับบริษัทฯ จากการขยายตลาดใหม่ ภายใต้จุดแข็งที่เหนือกว่าคู่แข่งในตลาด ไม่ว่าจะเป็นความได้เปรียบของผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย ครอบคลุมทุกขนาด ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด หรือความได้เปรียบด้านการเข้าถึงวัตถุดิบ เพราะประเทศไทยเป็นผู้ผลิตน้ำยางข้นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเส้นด้ายยางยืด อีกทั้งการที่มี TRUBB ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำยางข้นในไทย เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่  ยิ่งเอื้อให้บริษัทฯ สามารถเข้าถึงวัตถุดิบที่มีคุณภาพได้ในปริมาณที่ต้องการ

"เรามั่นใจว่า แนวโน้มผลดำเนินงานช่วง 1-3 ปี ข้างหน้า จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง จากการขยายกำลังการผลิต โดยเฟสแรกมีกำหนดจะผลิตในช่วงกลางปีหน้า จำนวน 6,200 ตัน และในเดือนมกราคมปีถัดไป (2566) จะเพิ่มกำลังการผลิตอีก 6,200 ตัน เพื่อรองรับคำสั่งซื้อจากลูกค้าต่างประเทศที่มีเข้ามาเป็นจำนวนมาก” นายชวลิต อธิบายเพิ่ม

 



สำหรับผลดำเนินงานของ WFX ช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ มีรายได้รวม 2,590 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 874 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 51% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) มีกำไรสุทธิ 188 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 129 ล้านบาท หรือ 218% YoY สร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) อยู่ที่ 15.96% และกำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ที่ 7.27% 

ขณะที่ผลดำเนินงานย้อนหลัง ปี 2561-2563 มีกำไรสุทธิ 19.22 ล้านบาท 7.72 ล้านบาท และ 57.81 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นในปี 2561-2563 อยู่ที่ 4.82% 4.76% 7.42% และกำไรสุทธิในปี 2561-2563 อยู่ที่ 1.03% 0.38% 2.40% ตามลำดับ

ซึ่งนายณัฐ วงศาสุทธิกุล กรรมการผู้จัดการ WFX อธิบายเพิ่มถึงสาเหตุที่ทำให้ผลดำเนินงานของบริษัทฯ เติบโตอย่างก้าวกระโดด ว่า เกิดจากบริษัทฯ ได้มีการใช้กลยุทธ์เชิงรุกในการเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ ทั้งในเอเซียใต้ บังคลาเทศ ปากีสถาน เยอรมนี อิตาลี รัสเซีย บราซิล อาร์เจนตินา และชิลี รวมถึงสามารถชิงส่วนแบ่งการตลาด (Marketshare) จากคู่แข่ง เพราะมีความได้เปรียบด้านต้นทุนยางพาราธรรมชาติที่ถูกกว่าคู่แข่ง เนื่องจากไทยเป็นผู้ผลิตและส่ งออกน้ำยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในโลก

นอกเหนือจากการนำเงินจากการระดมทุนไปใช้ขยายกำลังการผลิตแล้ว บริษัทฯ วางแผนที่จะนำเงินทุนบางส่วนไปใช้คืนหนี้สถาบันการเงิน เพื่อลดสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 1 เท่า อีกด้วย

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้