โลกในมุมมอง Value Investor

276 จำนวนผู้เข้าชม  | 

โลกในมุมมอง Value Investor

หนทางการลงทุนที่ทำให้ผม "เปลี่ยนชีวิต" ในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ก็คือ การลงทุนในหุ้น "Super Stock" ประมาณ 6-7 ตัว ย้อนหลังไปประมาณ 15- 20 ปี และถือไว้ยาวนานโดยที่ไม่ค่อยได้ทำอะไรกับมัน บางตัวผมก็ยังถืออยู่จนถึงทุกวันนี้ 

Super Stock โดยนิยามของผมก็คือหุ้นที่เติบโตเร็วมาก ภายในเวลา 10 ปี โตขึ้นอย่างน้อยเป็น 10 เท่าตัว หรือให้ผลตอบแทนทบต้นปีละประมาณ 26% ขึ้นไป และนี่ไม่ใช่หุ้นเก็งกำไรตัวเล็กๆ ที่อาจจะมีราคากระโดดขึ้นไปได้เพราะเหตุผลบางอย่าง แต่เป็นหุ้นของธุรกิจหลักๆ ขนาดใหญ่ระดับประเทศ ที่เราสามารถลงทุนด้วยเม็ดเงินจำนวนมากได้อย่างสบายใจ และก็สามารถขายหุ้นได้โดยที่ไม่ได้กระทบกับราคาของหุ้นในขณะนั้นเลย

หุ้น Super Stock มักจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากหุ้นทั่วไป โดยอยู่ในอุตสาหกรรม หรือธุรกิจที่กำลังเป็น "เมกาเทรนด์" คือ มีการเติบโตที่รวดเร็ว และมักจะยาวนานจนโตขึ้นจากจุดเดิมเป็นหลายเท่า ดังนั้น จึงเป็นผู้ผลิต หรือให้บริการสินค้าที่มักจะถูกใช้โดยคนที่อายุน้อยกว่า หรือคนที่กำลังร่ำรวยขึ้นที่จะมีเงินเพิ่ม และใช้ผลิตภัณฑ์มากขึ้น นั่นคือเงื่อนไขประการแรก 

ข้อที่สองก็คือ หุ้นนั้นจะต้องเป็น "ผู้ชนะ" มีส่วนแบ่งทางตลาดสูงกว่าคู่แข่ง และโตไปเรื่อยๆ ตามอุตสาหกรรม 

ประการที่สามก็คือ  ผู้ชนะนั้นมักจะมี "ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน" เช่น มียี่ห้อสินค้าที่ดีมาก มีต้นทุนที่ต่ำกว่า เนื่องจากมีขนาดที่ใหญ่กว่า มีเครือข่าย หรือ Network ของผู้ใช้ที่มากกว่าคู่แข่งมาก ลูกค้ามีต้นทุนที่จะออกไปใช้บริการของคู่แข่งสูง หรือเป็นกิจการที่เป็น "ผู้ผูกขาด" โดยธรรมชาติ หรือที่ไม่ได้ถูกควบคุมทางด้านราคาจากรัฐมากนัก เป็นต้น

นอกจากนั้น Super Stock จะต้องไม่ถูก Disrupt หรือถูกทำลายโดยเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นมากในปัจจุบัน และสุดท้ายที่อาจจะสำคัญที่สุด ก็คือ ราคาของหุ้นจะต้องไม่แพงเกินไป วัดจากอัตราส่วนมาตรฐานต่างๆ เช่น ค่า PE เป็นต้น อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้ง โดยเฉพาะที่เป็นช่วงเริ่มต้นของการเป็นหุ้น Super Stock ที่กิจการยังไม่ค่อยมีกำไรเพราะยังต้องขยายกิจการอย่างรวดเร็ว การวัดว่าหุ้นถูกหรือแพงจะต้องดูจาก Market Cap. หรือมูลค่าตลาดของหุ้นทั้งหมด ในกรณีแบบนี้ก็จะมีความยากเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในธุรกิจยุคใหม่ที่เป็นดิจิทัล หรือไฮเท็คที่ยังไม่มีตัวอย่างจากตลาดอื่นให้เปรียบเทียบ

ตัวอย่างหุ้นที่เป็น หรือเคยเป็นหุ้น Super Stock ในตลาดหุ้นไทย ย้อนหลังไปประมาณ 15-20 ปีนั้นรวมถึงหุ้นดังต่อไปนี้คือ ในกลุ่มการเดินทางท่องเที่ยวที่เป็น "เมกาเทรนด์" มายาวนานก็คือ หุ้น MINT CENTEL และ AOT ที่สองตัวแรกทำกิจการโรงแรมและร้านอาหารที่เป็น "ผู้ชนะ"สามารถเป็นผู้นำในการบริหารและขยายตัวไปทั่วโลก ส่วนตัวหลังนั้นเป็นกิจการที่ "ผูกขาด" ในการเดินทางโดยเครื่องบิน

หุ้นกลุ่มต่อไปซึ่งมีจำนวนมากที่กลายเป็นหุ้น Super Stock ก็คือ "หุ้นค้าปลีกสมัยใหม่" ที่อยู่ในเมกาเทรนด์ของการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคที่รวยขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาศัยอยู่ในเมืองมากขึ้นมาก หุ้นของร้านค้าปลีกที่โตขึ้นหรือเคยโตขึ้นเป็น 10 เท่าในเวลา 10 ปีและกลายเป็นหุ้นซุปเปอร์สต็อก รวมถึงหุ้นต่อไปนี้คือ หุ้น BIGC CPALL MAKRO HMPRO ROBINS และ CPN

นี่คือข้อมูลย้อนหลังไปประมาณ 6-7 ปี ถึงวันนี้ก็อาจจะมีหุ้นค้าปลีกในสินค้าอื่นที่อาจจะกลายเป็นซุปเปอร์สต็อกเพิ่มขึ้นแล้วก็ได้ เพราะการค้าปลีกสมัยใหม่นั้น เริ่มเป็นเมกาเทรนด์มาตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 และต่อเนื่องจนถึงวันนี้ที่สินค้าบางกลุ่มอาจจะอิ่มตัวไปแล้ว บางกลุ่มก็ยังไปต่อได้ แม้ว่าจะไม่ได้โตมากเหมือนเดิม

หุ้นโรงพยาบาลก็เป็นเมกาเทรนด์ เนื่องจากคนไทยแก่ตัวลงและรวยขึ้น "ผู้ชนะ" ที่ทำให้หุ้นกลายเป็นซุปเปอร์สต็อก รวมถึงหุ้น BGH และ BH ที่เน้นลูกค้าจากต่างประเทศมาก ดังนั้น จึงสามารถเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โรงพยาบาลนั้นมักจะสามารถรักษาลูกค้าให้อยู่ยาวนานเพราะมี Exit Cost สูง ลูกค้ามักจะไม่เปลี่ยนโรงพยาบาล เพราะติดอยู่กับหมอ คุณภาพและทำเลของโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลท้องถิ่นก็มักจะมีข้อจำกัดที่จะขยายตัวจนกลายเป็นซุปเปอร์สต็อก

สุดท้าย ก็คือ กลุ่มโทรคมนาคมที่เริ่มเป็นเมกาเทรนด์หลังวิกฤติปี 2540 เช่นเดียวกัน ผู้ชนะที่มีราคาหุ้นขึ้นไปสูงและนานอย่างน้อย 10 ปี ก็คือหุ้น ADVANC และ JAS ที่ให้บริการโทรศัพท์มือถือ และบริการอินเตอร์เน็ต อย่างไรก็ตาม เมกาเทรนด์ในกลุ่มนี้เกิดขึ้นแรงและเร็ว แต่ก็จบลงในเวลาไม่นานเท่ากับอีกหลายกลุ่ม เหตุผลก็คงเป็นเพราะ "ทุกคนในประเทศก็ใช้มือถือและอินเตอร์เน็ตกันหมดแล้ว" ดังนั้น ในระยะหลังๆ อาจจะเป็นเกือบ 10 ปีแล้วที่หุ้นก็ไม่ค่อยไปไหนเพราะ "ไม่โตแล้ว"

นอกจากหุ้นซุปเปอร์สต็อกที่กล่าวแล้ว ในระยะประมาณ 6-7 ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่า น่าจะมีหุ้นอีกหลายตัวที่เติบโตเร็วขนาดเป็นซุปเปอร์สต็อก ซึ่งรวมถึงกิจการในกลุ่มพลังงาน การเงินส่วนบุคคล และกลุ่มสินค้าที่อาจจะเกี่ยวข้องกับ "ไฮเท็ค" ทั้งที่เป็นดิจิทัล หรืออาหารที่มีขนาดเล็ก แต่มีศักยภาพในการเติบโตต่อไปในสังคมไทยที่กำลังแก่ตัวและเติบโตช้าลง

อย่างไรก็ตาม ผมเองก็ไม่ค่อยมั่นใจว่าจะเป็นหุ้นซุปเปอร์สต็อกที่แท้จริงตามเงื่อนไขต่างๆ ที่ผมกล่าวไว้ เหตุผลก็คือ หุ้นที่โตเร็วนั้นมีมูลค่าตลาดของหุ้นสูงมากและมีค่า PE โดยทั่วไปสูงเป็น 40-50 เท่าขึ้นไป ในขณะที่ความยั่งยืน และโอกาสที่จะโตต่อไปในอนาคตอาจจะไม่แน่นอน เนื่องจากเป็นกิจการที่ไม่ได้มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนมากนัก เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ หุ้นมักจะมีการ "เก็งกำไร" สูงมาก

หุ้นที่จะเป็นหุ้นซุปเปอร์สต็อกในตลาดหุ้นเวียดนามนั้น ผมคิดว่ามีอยู่ไม่น้อย และนี่เป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนอาจจะมีโอกาสได้ซื้อในช่วงเริ่มต้น เหตุผลก็คือ ผมคิดว่าเศรษฐกิจและสังคมของเวียดนามนั้นกำลังโตขึ้นอย่างรวดเร็วและ "ถึงจุด" ที่สินค้าและบริการ "สมัยใหม่" เริ่มเป็นที่ต้องการของคนเวียดนามที่กำลังอพยพเข้ามาอยู่ในเมืองมากขึ้นอย่างรวดเร็ว นี่เป็นช่วงเวลาที่คล้ายๆ กับประเทศไทย เมื่อประมาณ 20 ปีก่อนที่สิ่งใหม่ ๆ ที่ "ทันสมัย" เริ่มต้นขึ้น ธุรกิจเริ่มปรับตัวมีการบริหารแบบเป็นมืออาชีพ การขยายตัวโดยเฉพาะในธุรกิจบริการเป็นระบบเครือข่ายที่กระจายไปทั่วประเทศ ผู้บริโภคเริ่มมีเงินและบริโภคสิ่งต่างๆ ที่ดีขึ้น ยุคของ "Modern Trade" และ "Modern Business" กำลังมาอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับยุคของการบริโภค "Consumerism" และยุคที่คนย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองหรือ "Urbanizations" ทั้งหมดนั้นได้รับการสนับสนุนจากการปล่อยสินเชื่อจากระบบธนาคาร และบริษัทที่ปล่อยสินเชื่อให้แก่บุคคลที่กำลังโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเมื่อประมาณไม่เกิน 10 ปีก่อนที่การซื้อรถหรือบ้านยังต้องขนเงินสดเป็นกระเป๋าไปซื้อ

หุ้นที่อาจจะกลายเป็นซุปเปอร์สต็อก และได้แสดงศักยภาพออกมาบ้างแล้ว น่าจะรวมถึงหุ้นค้าปลีกสมัยใหม่เช่น MWG ที่เป็นเบอร์หนึ่งในธุรกิจโทรศัพท์มือถือและเครื่องใช้ไฟฟ้า และช่วงนี้ก็เริ่มขยายไปสู่ร้านซุปเปอร์มาร์เก็ต "สะดวกซื้อ" อย่างรวดเร็ว หุ้น VRE ซึ่งเป็นผู้นำหมายเลขหนึ่งของการเป็นช็อบปิ้งมอลของเวียดนามที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วเนื่องจากคนเวียตนามนั้นเริ่ม "เดินห้างหรู" แบบเดียวกับที่ไทยเริ่มเมื่อประมาณ 25 ปีก่อน หุ้น ACV ซึ่งเป็นผู้บริหารท่าอากาศยานของเวียตนามที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะคนเวียดนามสามารถเดินทางด้วยเครื่องบินได้อย่างกว้างขวาง เพราะรายได้สูงพอแล้ว หุ้น FPT ซึ่งเป็นผู้นำหมายเลขหนึ่งในด้านของการเป็นบริษัทรับงาน Outsource งานเขียนโปรแกรมให้กับบริษัทไฮเท็คทั่วโลก เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือและอื่นๆ อีกมาก ซึ่งนี่ก็น่าจะแตกต่างจากไทยที่หุ้นแนวไฮเท็คไม่มีความโดดเด่นพอที่จะก้าวไปสู่ระดับโลกได้

หุ้นที่เกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า น้ำประปาเพื่อการบริโภค และทางด่วนเก็บเงิน กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วเนื่องจากเศรษฐกิจของเวียดนามโตเร็วมาก ในขณะที่รัฐบาลไม่มีเงินเพียงพอที่จะทำเอง ทำให้สาธารณูปโภคทั้งหลายเติบโตเร็วมากเป็น "เมกาเทรนด์" ที่จะเติบโตไปอีกนาน

อย่างไรก็ตาม บริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้มีจำนวนมากและส่วนใหญ่ก็มี Market Cap. ค่อนข้างเล็ก ดังนั้น โอกาสที่จะเจอ "ผู้ชนะ" และกลายเป็นหุ้นซุปเปอร์สต็อกก็น่าจะมีไม่น้อย เช่นเดียวกับหุ้นการเงินและหุ้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม หลายบริษัทก็มีมูลค่าหุ้นที่อาจสูงเกินไปแล้ว ดังนั้น การที่จะซื้อหุ้นทั้งหมดที่กล่าวถึงและหุ้นที่มีศักยภาพทั้งหมดก็ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนด้วย

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้