KS เปิดประเด็น ระวังต่างชาติขายหุ้นในไตรมาส 2 จากการลดงบดุล แนะขายทำกำไรหุ้น BANK PETRO และELEC

627 จำนวนผู้เข้าชม  | 

KS เปิดประเด็น ระวังต่างชาติขายหุ้นในไตรมาส 2 จากการลดงบดุล  แนะขายทำกำไรหุ้น BANK PETRO และELEC

หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้น (Fed Fund rate) ในอัตรา 25bps ในการประชุมเดือนมีนาคม พร้อมกับมีการคาดหมายกันด้วยว่า สิ้นปีนี้ ดอกเบี้ย Fed Fund rate น่าจะอยู่ที่ 1.9% ก่อนขยับเป็น 2.8% ในปี 2566-67 พร้อมกันนี้  Fed ยังเผยด้วยว่า พร้อมเริ่มทยอยลดงบดุลลงเกือบ 9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการประชุมครั้งต่อไป โดยน่าจะมีการประกาศกรอบระยะเวลาและขนาดของการลดงบดุลในวันที่ 7 เมษายน

แม้จะมีการเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่ Fed คาดว่า อัตราเงินเฟ้อจะยังสูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 2% ในปีนี้มากกว่า 2 เท่า ก่อนจะลดลงมาที่ 2.7% และ 2.3% ในปี 2566-67 ขณะที่อัตราการว่างงานน่าจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 3.5% ในปีนี้และปีหน้า แต่คาดจะเพิ่มเล็กน้อยเป็น 3.6% ในปี 2567 นอกจากนี้ Fed ยังปรับลดประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ (เป้า GDP) ปีนี้ลงจาก 4.0% เหลือ 2.8% เพื่อให้สะท้อนผลกระทบเชิงลบจากการปรับขึ้นดอกเบี้ย และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากปัจจุบัน เริ่มเห็นสัญญาณบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจโลกมีโอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) จากผลกระทบของสงครามรัสเซีย-ยูเครน เพิ่มขึ้น โดยตลาดให้น้ำหนักว่ายุโรป และสหรัฐฯ มีโอกาสจะเกิดมากที่สุด ด้วยความน่าจะเป็น (Probability) สูงถึง 50% และ 33% ตามลำดับ

ดังนั้น ฝ่ายวิจัย บล. กสิกรไทย (KS) คาดหมายว่า Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้นในไตรมาส 2 โดยคาดว่า จะเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอัตรา 50 bps ในการประชุมรอบวันที่ 4 พฤษภาคม หรือ 15 มิถุนายน พร้อมกับเริ่มลดงบดุลในไตรมาส 2 ในปริมาณที่สูงกว่าเม็ดเงินที่เคยอัดฉีดเป็นสภาพคล่องในปี 2560-61 เดือนละ 1.0 - 5.0 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ

แต่ประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นน้อยกว่าการลดงบดุล จากการศึกษาเหตุการณ์ในอดีต พบว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับลดลงมากเมื่อ Fed เร่งการลดงบดุลในปี 2561 ดัชนี MSCI DM, MSCI EM และตลาดหุ้นไทย ลดลง 10.4%, 16.6% และ 10.8% ตามลำดับ สวนทางกับดัชนี USD index ที่ปรับเพิ่มขึ้น 4.4% จากนโยบายการเงินเข้มงวด

ดังนั้น KS คาดว่า ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกครั้งในไตรมาส 2 ที่จะถึงนี้ ทำให้น่าจะเห็นนักลงทุนต่างชาติพลิกสถานะจากผู้ซื้อสุทธิ (Net buy) ที่ 1.10 แสนล้านบาท ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เป็นผู้ขายสุทธิ (Net Sell) จากแนวโน้มเงินบาทที่อ่อนค่าลง และการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ที่เกิดจากผลกระทบของสงครามรัสเซีย-ยูเครน เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง และแรงกดดันของเงินเฟ้อ กดดันให้แนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 2 ชะลอตัวลง จนนำมาซึ่งการไหลออกของกระแสเงินทุน (Capital Outflow)

ดังนั้น KS แนะนำ "ขายทำกำไร” (Profit taking) จาก upside ที่จำกัดต่อเป้าดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ 1,680 จุด เพราะเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยและกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนจะได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น และจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง นอกจากนี้ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดในจีน ยังจะทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก และเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการเติบโต จึงอาจใช้โอกาสนี้ “ขายทำกำไร” หุ้นกลุ่มธนาคาร กลุ่มปิโตรเคมี และกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เพราะคาดว่า การชะลอตัวทางเศรษฐกิจทั่วโลกจะกดดันรายได้ในระยะยาว

ในทางกลับกัน แนะนำ “ซื้อ” หุ้นกลุ่มส่งออกไทย ซึ่งจะได้ประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่าลง อย่าง ASIAN และ TU  


สำหรับหุ้นที่สามารถเก็งกำไรระยะสั้น (Trading) ก่อนการปรับฐานในไตรมาส 2 ประกอบด้วย หุ้นกลุ่ม Tech Consult เช่น  BBIK กับ BE8 และกลุ่มโรงไฟฟ้า อย่าง GULF หรือ SSP  

แต่หากเป็นนักลงทุนที่พร้อมถือเพื่อลงทุนระยะยาว KS แนะนำหุ้นกลุ่มการเงิน นำโดย THANI,  TIDLOR, AEONTS และ BAM กับกลุ่มเครื่องดื่ม เน้นไปที่ OSP

นอกจากนี้ ยังมีทางเลือก อย่างหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ทั้ง DEMCO, GUNKUL, EA, TPCH, SPCG และ SSP ซึ่งคาดจะได้ประโยชน์จากการปรับค่า Ft เพิ่มขึ้นหน่วยละ 0.13 บาท ช่วยหนุนให้ประมาณการกำไรปีนี้ เพิ่มขึ้น 1-5%  

สำหรับหุ้นกลุ่มพลังงาน ที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ดีดตัวขึ้น หนุนให้มีกำไรจากสต๊อกน้ำมันเกิดขึ้น แม้จะครั้งเดียวในไตรมาสแรก แต่น่าจะมีผลต่อกำไรปีนี้ของ ESSO, TOP, SPRC, IRPC, PTTEP, BCP และ PTT ให้เพิ่มขึ้น 165% 137% 133% 81% 66% 48% และ 17% ตามลำดับ เมื่อประเมินโดยใช้ฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเพิ่มจากบาร์เรลละ 26 เหรียญสหรัฐฯ เป็น 95 เหรียญสหรัฐฯ

เช่นเดียวกับหุ้นเรือเทกอง PSL ที่ได้ประโยชน์จากการคว่ำบาตรรัสเซีย ผลักดันให้ความต้องการในการเติมสต็อกสินค้าโภคภัณฑ์ และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ช่วยหนุนอัตราค่าระวางเรือให้เพิ่มขึ้น โดยการปรับเพิ่มขึ้นของดัชนี Baltic Supramax ทุกๆ 5% จะหนุนกำไรของ PSL เพิ่มขึ้น 10%

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้