YUANTA แนะ 6 หุ้นในตลาด mai มีโอกาส Outperform ช่วงครึ่งแรกของไตรมาสสองที่ใกล้จะถึงนี้

600 จำนวนผู้เข้าชม  | 

YUANTA แนะ 6 หุ้นในตลาด mai มีโอกาส Outperform ช่วงครึ่งแรกของไตรมาสสองที่ใกล้จะถึงนี้

บล.หยวนต้า (YUANTA) ออกงานวิจัยล่าสุด ระบุว่า การที่หุ้นขนาดใหญ่มีโอกาสแกว่งผันผวนจากการปรับนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) และธนาคารกลางยุโรป (ECB)  ทำให้หุ้นขนาดเล็ก ที่ไม่ได้พึ่งพิงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ มีความน่าสนใจมากกว่าหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะหุ้นในตลาด mai มีโอกาส Outperform หุ้นขนาดใหญ่ ในช่วงครึ่งแรกของไตรมาสสองที่ใกล้จะถึงนี้

นอกจากนี้ เมื่อใช้เครื่องมือชี้วัดเชิงเปรียบเทียบ 2 ตัว คือ Index Ratio ระหว่าง mai:SET และ Spread ROE ก็พบว่า ความน่าสนใจในหุ้นขนาดเล็กมีความโดดเด่นมากกว่าหุ้นขนาดใหญ่  โดย Index Ratio ระหว่าง mai:SET อยู่ที่ 0.37 เท่า ยังมีช่องว่างให้ปรับตัวขึ้น เมื่อเทียบกับกรอบบนในอดีตที่บริเวณ 0.40 - 0.45 เท่า ขณะที่ Spread ROE ระหว่าง mai:SET ยังทรงตัวระดับสูง ที่ (-3.7%) เทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ (-5.7%) ที่ใช้เป็นตัววัดความสามารถในการบริหารสินทรัพย์ และการสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น ของหุ้นในกระดาน mai ยังทำได้ดีกว่ากระดานใหญ่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม แม้ Upside อาจจะไม่มากเหมือนในอดีต แต่เมื่อคัดเลือกหุ้นโดยพิจารณาจาก เกณฑ์เรื่องแนวโน้มผลดำเนินงานฟื้นตัวในไตรมาสแรก หรืออย่างช้าไตรมาสสองปีนี้ อีกทั้งผลดำเนินงานทั้งปี ต้อง Turnaround ผนวกเข้ากับหุ้นถูกกระทบจากราคาพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบจำกัด หรือมีความยืดหยุ่นในการปรับราคาขายสินค้าหรือบริการตามต้นทุนได้ และยังมี Theme การลงทุนที่ชัดเจน เช่น EV Car, Digital Asset, หรือ Reopening  ประกอบเข้ากับราคาหุ้น (Valuation) ยังไม่แพง อิงจาก Current PER หรือ P/BV ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และกราฟทางเทคนิคไม่อยู่ในโซนซื้อมากเกินไป (Overbought) YUANTA แนะนำหุ้น 6 ตัว คือ BROOK, BC, PJW, SPA และ TACC

BROOK แนวต้าน 1.20-1.30 บาท แนวรับ 0.90-1.00 บาท ตัดขาดทุน 0.80 บาท

ประเด็นลงทุน การมีพันธมิตรหลัก คือ Binance ที่เป็นเบอร์หนึ่งในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ช่วยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก และโครงการใหม่ของ Binance รวมถึงได้โอกาสในการเป็นผู้ลงทุนกลุ่มแรก เป็นจุดแข็งที่สร้างความแตกต่างให้กับ BROOK เมื่อเทียบกับบริษัทที่ลงทุนด้าน Digital Asset รายอื่น

หลังจากนี้ บริษัทฯ มีแผนรุก Metaverse, NFT และ GameFi โดยตั้งเป้าผลดำเนินงานปีนี้โตแบบ S-Curve เหมือน Tech Company โดยในส่วนธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงิน มีงานในมือราว 2-3 หมื่นล้านบาท และเริ่มมีงานที่เกี่ยวข้องกับที่ปรึกษาด้าน Digital Asset บ้างแล้ว

ขณะที่ผลดำเนินงานปีก่อน มีกำไรสุทธิ 347 ล้านบาท โต 451% YoY และ ROE อยู่ที่ 12.4%  ส่วนราคาปัจจุบันซื้อขายบน Current PER 27.4 เท่า และ Current P/BV 3.0 เท่า

BC แนวต้าน 2.50-2.70 บาท แนวรับ 1.80-1.90 บาท ตัดขาดทุน 1.60 บาท

ประเด็นลงทุน ธุรกิจคลินิกแพทย์แผนไทย และกัญชา บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก (DTAM) ในการผลิตยาแพทย์แผนไทยจากดอกกัญชาที่ปลูกภายใต้บริษัทย่อย บีสโปค ไลฟ์ ไซเอนซ์ และ มทร.ล้านนา จ.น่าน จำหน่ายในคลินิกของบริษัทฯ โดยกำหนดเปิดคลินิกสาขาแรกกลางปีนี้ และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 8 - 10 สาขา ในปีหน้า เบื้องต้นคาดรายได้ต่อคลินิก ไม่ต่ำกว่าปีละ 400 ล้านบาท

สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ฯ ตั้งเป้าจำหน่ายโรงแรม 8 แห่ง ภายในปีนี้ และเตรียมเปิดขาย NFT เพิ่ม 2,000 แบบ หลังจากล็อตแรก จำนวน 99 แบบ ขายหมดภายในเวลา 48 วัน ได้รับเงินทั้งหมดราว 4 ล้านบาท

ขณะที่ราคาปัจจุบันซื้อขายต่ำกว่า NAV ของสินทรัพย์ที่มีมูลค่ำราว 2.60 บาทต่อหุ้น โดยยังไม่รวม Upside จากธุรกิจกัญชา

PJW แนวต้าน 5.50-6.00 บาท แนวรับ 4.80-4.90 บาท ตัดขาดทุน 4.50 บาท

ประเด็นลงทุน คาดกำไรสุทธิไตรมาสแรก ที่ 50 ล้านบาท ขยายตัว 16% YoY และจะเป็นฐานกำต่อไตรมาสำหรับทั้งปี เพราะธุรกิจบรรจุภัณฑ์และชิ้นส่วนยานยนต์ยังเติบโตต่อเนื่อง เพราะสามารถปรับราคาขายตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ขณะที่ธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวกับอุปกรณ์การแพทย์ จะเข้ามาหนุนตั้งแต่ไตรมาส 2 ส่งผลให้คาดกำไรสุทธิทั้งปี น่าจะทำได้ 200 ล้านบาท เติบโต 18% YoY

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเตรียมแผนปรับโครงสร้างธุรกิจล่วงหน้า ผ่านบริษัทย่อย PJW AutoEV เพื่อเดินหน้ารุกตลาดชิ้นส่วนยานยนต์ที่เกี่ยวข้องกับ EV Car โดยมีความได้เปรียบด้านชิ้นส่วนพลาสติกที่มีความทนทานและน้ำหนักเบา นิยมใช้มากในส่วนประกอบด้านนอก ชุดแต่งด้านใน ระบบหล่อเย็น อุปกรณ์หุ้มแบตเตอรี่ และอุปกรณ์ชาร์ตไฟ ซึ่งทางผู้บริหารตั้งเป้าธุรกิจใหม่จะ สร้างกำไรได้เท่ากับธุรกิจเดิม ภายใน 5 ปีข้างหน้า

ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบัน ซื้อขายบน PER 2565 13.9 เท่า ถูกกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 25.0 เท่า

SPA แนวต้าน 8.50-9.00 บาท แนวรับ 6.60-6.80 บาท ตัดขาดทุน 6.00 บาท

ประเด็นลงทุน ภาพรวมธุรกิจมีแนวโน้มดีขึ้น คาดความตึงตัวของกระแสเงินสดจะลดลงตั้งแต่ไตรมาสแรกเป็นต้นไป จากการผ่อนคลายกฎระเบียบในการเดินทางเข้าประเทศ ซึ่งน่าจะหนุนให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เป็นฐานลูกค้าหลักของบริษัทฯ (75% ของรายได้ ช่วงก่อนโควิด) ให้กลับมาฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ ที่สำคัญ ระหว่างรอการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวที่จะกลับมาในครึ่งปีหลัง บริษัทฯ เตรียมหันเน้นกลุ่มลูกค้าในประเทศเต็มตัว โดยตั้งเป้ารายได้ปีนี้จากกลุ่มลูกค้าในประเทศมากถึง 80% ขณะที่สัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติลดเหลือ 20%

สำหรับราคาเหมาะสมสิ้นปีนี้ อยู่ที่ 10 บาท อิงกำไรปกติที่ 225 ล้านบาท และ PER 48.0 เท่า (ค่าเฉลี่ยในช่วงปกติ)

TACC แนวต้าน 8.70-9.00 บาท แนวรับ 7.20-7.40 บาท ตัดขาดทุน 6.70 บาท

ประเด็นลงทุน แนวโน้มผลดำเนินงานไตรมาสแรก คาดรายได้เติบโต 10% YoY ทรงตัว QoQ (ดีกว่าที่ผ่านๆ มา เพราะปกติ กำไรไตรมาสแรกจะชะลอจากไตรมาสสุดท้ายปีก่อน ตามปัจจัยฤดูกาล) แต่ปีนี้มีรายได้จากการเข้าไปวางจำหน่ายใน Lotus’s เพิ่มขึ้น QoQ ส่วนธุรกิจคาแร็คเตอร์การ์ตูน คาดเติบโตต่อเนื่องทั้ง QoQ และ YoY ตามคำสั่งซื้อที่ถูกเลื่อนออกมา จากช่วง Lockdown

ที่สำคัญ บริษัทฯ ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ปีนี้ 10–15% ซึ่งเป็นการเติบโตในระดับที่สามารถทำได้ โดยยังไม่ได้คิดรวมรายได้จากธุรกิจใหม่ เช่น เครื่องดื่มกัญชง สินค้ากัญชาทางการแพทย์ รวมถึงการเริ่มจำหน่ายผงเครื่องดื่มแบบ Non-coffee ร่วมกับพันธมิตร วางจำหน่ายใน Makro ส่วนในอนาคต ยังจะมี upside เพิ่มจากโอกาสจำหน่ายสินค้าผ่านตู้ชงเครื่องดื่มอัตโนมัติ

ขณะที่ราคาเหมาะสมสิ้นปีนี้ อยู่ที่ 10.10 บาท ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายบน PER ปีนี้ เพียง 18.9 เท่า ยังถูกกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่  25 เท่า

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้