KS+FSS เชียร์ เก็บ ORI หลังประเดิมไตรมาสแรก กวาดยอดขายเฉียด 8,000 ล้านบาท ตอกย้ำโอกาสเติบโต New High

712 จำนวนผู้เข้าชม  | 

KS+FSS เชียร์ เก็บ ORI หลังประเดิมไตรมาสแรก กวาดยอดขายเฉียด 8,000 ล้านบาท ตอกย้ำโอกาสเติบโต New High

นายพีระพงศ์​ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI)  ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร เปิดเผยว่า ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา บริษัทฯ สามารถสร้างยอดขายรวมได้เกือบ 8,000 ล้านบาท ขยายตัวไม่ว่าจะเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) หรือช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ในอัตรา 8.6% และ 4.2% ในจำนวนนี้เป็นยอดขายจากโครงการคอนโดมิเนียม ประมาณ 70% และยอดขายจากโครงการบ้านจัดสรร ประมาณ 30%  ในจำนวนนี้ เป็นยอดขายจากกลุ่มโครงการ ทั้งโครงการพร้อมอยู่ (Ready to move) และกลุ่มโครงการที่เพิ่งเปิดขาย (New Launch) รวมโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง (Ongoing) ได้อย่างละ 50% 

โดยในไตรมาสแรกปีนี้ บริษัทฯ เปิดตัวโครงการใหม่ทั้งสิ้น 7 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 10,000 ล้านบาท จึงทำให้สัดส่วนยอดขายจากโครงการใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ แม้โครงการ New Launch จะเปิดตัวเพียงไม่กี่เดือน แต่สามารถทำยอดขายเฉลี่ยสะสม (Take Up Rate) อยู่ที่ประมาณ 50% ของยูนิตที่เปิดขาย  

"วันนี้เรามองเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีของตลาดที่อยู่อาศัย เมื่อประกอบกับความเข้าใจ Customer Insight เป็นอย่างดี ทำให้เรายังได้รับการตอบรับอย่างยอดเยี่ยมจากกลุ่มลูกค้า Gen Y ไปจนถึง Gen Z สังเกตได้จากยอดขายในภาพรวม โดยเฉพาะโครงการ บริกซ์ตัน แคมปัส บางแสน คอนโดมิเนียมใกล้มหาวิทยาลัยบูรพา เจาะตลาดนักศึกษา ที่สามารถ Sold Out ได้ภายในระยะเวลาไม่นาน เช่นเดียวกับโครงการโซ ออริจิ้น เกษตร อินเตอร์เชนจ์ ที่มีฟังก์ชันตอบโจทย์คน Work From Home และใกล้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำให้สามารถปิดยอดขายได้กว่า 70% ตั้งแต่เดือนเรก" นายพีระพงศ์​ ชี้แจงเพิ่มเติม  

สำหรับสถานการณ์ในไตรมาส 2 ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ORI บอกว่า บริษัทฯ มองเห็นปัจจัยบวกในประเทศจากการกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามปกติของผู้บริโภค ประชาชนจำนวนมากฉีดวัคซีนแล้วไม่น้อยกว่า 3 เข็ม ส่งผลให้มีความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น จึงพร้อมเดินหน้าเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยเพิ่มเติมอีก 8 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 13,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียม 7 โครงการ (มูลค่าโครงการ 11,500 ล้านบาท) และโครงการบ้านจัดสรร 1 โครงการ คือ บริทาเนีย อมตะพานทอง (Britania Amata-Panthong) มูลค่าประมาณ 1,900 ล้านบาท  

ทั้งนี้ โครงการใหม่ที่ถือเป็นไฮไลต์ของไตรมาส 2 ประกอบด้วย โครงการคอนโดมิเนียมออริจิ้น เพรสทีจ ทองหล่อ (Origin Prestige Thonglor) และออริจิ้น คอร์ทยาร์ด ทองหล่อ (Origin Courtyard Thonglor) ซึ่งเป็นสองโครงการในโครงการเฟสแรกของเมกะโปรเจกต์แลนด์มาร์ค 15,000 ล้านบาท ออริจิ้น ทองหล่อ เวิลด์ (Origin Thonglor World) อีกกลุ่มที่ถือเป็นไฮไลต์ของไตรมาสดังกล่าว คือกลุ่มโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน (Investment Property) เช่น แฮมป์ตัน เอ็กเซ็กคูทีฟ ศรีราชา (Hampton Executive Sriracha) ตอบรับกระแสการลงทุนในเซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากจากหลายโครงการก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกัน จะยังมีคอนโดแบรนด์ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ (Origin Plug & Play) และบริกซ์ตัน (Brixton) ทยทยเจาะตลาดกลุ่ม Gen Y & Gen Z และสตาร์ทอัพอย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จในการปิดยอดขายไตรมาสแรก ของ ORI ข้างต้น ได้รับการขานรับจากนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ 2 สำนักว่า น่าจะมีผลให้แนวโน้มผลดำเนินงานรายไตรมาสไต่ระดับเป็นขั้นบันได ทำให้เป็นหุ้นอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจในการลงทุน  

โดย บล.กสิกรไทย (KS) บอกว่า ยอดขายที่ทำได้คิดเป็น 22.9% ของเป้ายอดขายทั้งปี ที่ 3.5 หมื่นล้านบาท ถือเป็นยอดขายที่อยู่ในระดับที่ดี และน่าจะเห็นพัฒนาการที่ดีต่อเนื่อง เนื่องจากยอดขายครึ่งหนึ่งมาจากโครงการใหม่ อีกครึ่งหนึ่งมาจากโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ทำให้แนวโน้มกำไรระยะสั้นช่วงครึ่งปีแรกจะมีกลไกสร้างรายได้จากโครงการสร้างเสร็จช่วยสนับสนุน เพิ่มเติมจาก backlog ที่มีกำหนดโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งเมื่อตั้งสมมติฐานยอดขายของยูนิตที่สร้างเสร็จแล้ว เฉลี่ยไตรมาสละ 4 พันล้านบาท จะดำเนินต่อไปทุกไตรมาส ขณะที่ backlog จำนวน 7.6 พันล้านบาท คาดว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ภายในปีนี้ ทำให้ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ยังคงเชื่อมั่นว่า เป้าหมายรายได้ที่บริษัทฯ ตั้งไว้ยังคงอยู่บนเส้นทางที่สามารถบรรลุได้ ถึงแม้จะกำหนดอัตราการปฏิเสธสินเชื่อไว้ที่ 35% ก็ตาม

นอกเหนือจากความก้าวหน้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งยังคงอยู่ในเส้นทางที่สามารถสร้างกำไรต่อหุ้นปีนี้ ได้ในระดับ 15.3% อย่างที่คาดไว้ ส่วนแบ่งกำไรจากการถือหุ้น 50% ใน Alpha (การร่วมทุนระหว่าง ORI และ JWD ในธุรกิจคลังสินค้า) การถือหุ้น 25% ใน Thai Leaf (ผลิตภัณฑ์จากกัญชง) ที่สามารถดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ตั้งแต่ปลายไตรมาส 2 ตลอดจนความสำเร็จของโครงการร่วมทุนโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบของ BRI อาจทำให้ราคาหุ้นมี upside เพิ่มจากราคาเหมาะสมที่ให้ไว้ล่าสุดที่ 13.40 บาท เพราะในประมาณการล่าสุด ยังไม่ได้รวมกำไรเหล่านี้ไว้แต่อย่างใด

ด้านฟินันเซีย ไซรัส (FNS) ยังคงประมาณการกำไรปกติทั้งปีขยายตัว 35% เป็น 3.4 พันล้านบาท ขับเคลื่อนจากการทยอยโอนคอนโดมีเนียมใหม่ทั้งหมด 2 แห่ง เป็นคอนโดของ ORI เอง 3 แห่งและภายใต้ JV อีก 4 แห่ง ผลักดันให้ยอดโอน ORI อยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท (+10% YoY) ส่วนยอดโอน JV น่าจะทำได้ 1.1 หมื่นล้านบาท (+311% YoY) รวมถึงการเน้นขายสต็อกพร้อมโอน 1.1 หมื่นล้านบาท ควบคู่ไปกับแผนรุกเปิดโครงการแนวราบใหม่จำนวนมาก รวมถึงการเข้าซื้อโรงแรม 3 แห่งจาก บมจ.ดิเอราวัณ (ERW) ซึ่งคาดว่าธุรกรรมจะแล้วเสร็จในเดือนเมษายนนี้

คงแนะนำ "ซื้อ" จากจุดเด่นทั้งการเติบโตของผลดำเนินงานหลักที่ดีกว่ากลุ่มอสังหาฯ เฉลี่ย 15% YoY อีกทั้งกลยุทธ์ที่ดี ทั้งการขยายการลงทุนในธุรกิจอื่นช่วยสร้างการเติบโตใหม่ และแผน Spin-off ปลดล็อกมูลค่าแฝงในบริษัทลูก 6 แห่ง ประกอบกับราคาหุ้นซื้อขายต่ำกว่ากลุ่มฯ จึงมองว่า ORI ควรได้ Premium เนื่องจากมีโครงสร้างรายได้หลากหลายกว่าผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายอื่น จึงให้ราคาเหมาะสม 15 บาท   

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้