KCC เคาะราคา IPO ที่ 3.70 บาท เปิดจอง 22, 25-26 เม.ย.นี้ ก่อนเข้าซื้อขาย 5 พ.ค. ที่จะถึงนี้

1122 จำนวนผู้เข้าชม  | 

KCC เคาะราคา IPO ที่ 3.70 บาท เปิดจอง 22, 25-26 เม.ย.นี้ ก่อนเข้าซื้อขาย 5 พ.ค. ที่จะถึงนี้

นางสุพัตรา ภู่พัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน บมจ.บริหารสินทรัพย์ ไนท คลับ แคปปิตอล (KCC) เปิดเผยภายหลังการจัดโร้ดโชว์ออนไลน์ ว่า พร้อมเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 160 ล้านหุ้น  คิดเป็นสัดส่วน 25.81% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด ในราคาหุ้นละ 3.70 บาท จากราคาพาร์ 50 สตางค์ ระหว่างวันที่ 22, 25 - 26 เมษายนนี้  โดยคาดว่า น่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ (mai) ได้ในวันที่ 5 พฤษภาคมที่จะถึงนี้  

ทั้งนี้ ราคา IPO ที่ 3.70 บาท ถือเป็นระดับราคาที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐาน เพราะมีอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (P/BV) ที่ระดับ 5 เท่า คำนวณจากมูลค่าทางบัญชีสุทธิของบริษัทฯ ย้อนหลัง 4 ไตรมาสของปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่  460.61 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วภายหลังจากการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ จำนวน 620 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นที่ 0.74 บาท  

ด้านนายวัชรินทร์ เลิศสุวรรณกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท แอดไวเซอรี่ พลัส จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน KCC เสริมว่า KCC เป็นบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมบริหารสินทรัพย์ (AMC) ซึ่งมีโอกาสเติบโตและเป็นธุรกิจที่อยู่ในเทรนด์อนาคต รับปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีจุดแข็งหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ผู้บริหารมีความชำนาญในธุรกิจบริหารหนี้โดยเฉพาะ มีความถนัดในการบริหารหนี้สินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นหนี้ก้อนใหญ่ใช้บุคลากรไม่เยอะ สามารถควบคุมต้นทุนได้และในอนาคตมีโอกาสเติบโตจากเงินที่ได้การระดมทุน ซึ่งจะนำไปซื้อหนี้ขยายพอร์ตให้เติบโตจากปัจจุบันที่มีพอร์ตอยู่ประมาณ 565.57 ล้านบาท หรือการมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ในระดับต่ำเพียง 0.63 เท่า และตั้งเป้าหมายไม่ให้เกิน 2 เท่า ช่วยให้มีความสามารถที่จะหาแหล่งเงินเพื่อสนับสนุนการเติบโตได้อีกมาก ขณะที่ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) เติบโตต่อเนื่อง อยู่ที่ 12.06% ส่วนอัตรากำไรสุทธิ อยู่ที่ 37.08%  และอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับ 89% ซึ่งสูงกว่าบริษัทในอุตสาหกรรม AMC ด้วยกัน

นอกจากนี้หากดูผลดำเนินงานย้อนหลังของบริษัทฯ จะพบว่า รายได้และกำไรเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี โดยผลดำเนินงาน 3 ปีล่าสุด (2562-2564) KCC มีรายได้จากการดำเนินงาน 57.10 ล้านบาท, 128.10 ล้านบาท และ125.75 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 12.03 ล้านบาท, 49.06 ล้านบาท และ52.42 ล้านบาท ตามลำดับ   

ส่วนนายทวี กุลเลิศประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KCC บอกว่า การที่สถาบันการเงินมีแนวโน้มจะนำสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPLs) ที่มีในระบบกว่า 5 แสนล้านบาท ออกมาเปิดประมูลขายในปริมาณที่เพิ่มขึ้น หนุนให้อุตสาหกรรม AMC ยังมีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

ที่สำคัญ บริษัทฯ อยู่ในธุรกิจ AMC มานานกว่า 20 ปี ทำให้มีความเชี่ยวชาญในการซื้อหนี้ โดยเฉพาะลูกหนี้สินเชื่อธุรกิจ และลูกหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัย คิดเป็นสัดส่วน 60.22% และ  39.78% ของเงินให้สินเชื่อจากการซื้อลูกหนี้และดอกเบี้ยค้างรับสุทธิ ตามลำดับ และในทุกๆ ขั้นตอนของการเข้าไปซื้อหรือประมูล NPLs จะดำเนินการอย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งทีมเพื่อเข้าไปทำ Due Diligence สำหรับตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลลูกหนี้ให้ครอบคลุมทุกๆ ด้าน รวมถึงมีการจัดทำประมาณการกระแสเงินสดสุทธิที่คาดว่าจะได้รับในอนาคต เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดราคาซื้อที่เหมาะสมให้ได้ผลตอบแทนเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เพราะธุรกิจ AMC ราคาสินทรัพย์ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างผลตอบแทน 

สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนประมาณ 592 ล้านบาท บริษัทฯ จะนำไปใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ และทรัพย์สินรอการขาย เป็นหลัก ซึ่งตามแผนปีนี้ บริษัทฯ จะลงทุนเพิ่มประมาณ 800 ล้านบาท ที่เหลือจัดสรรไว้สำหรับการชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน ภาระหนี้สินอื่นๆ และหุ้นกู้ที่ครบกำหนด รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง และเพิ่มศักยภาพการเติบโตในอนาคต

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้