SSP ปิดดีลขาย Solar Farm ในญี่ปุ่น บันทึกกำไรไตรมาสนี้ เตรียมลุย Renewable Energy ทุกรูปแบบ

1635 จำนวนผู้เข้าชม  | 

SSP ปิดดีลขาย Solar Farm ในญี่ปุ่น บันทึกกำไรไตรมาสนี้ เตรียมลุย Renewable Energy ทุกรูปแบบ

นายวรุตม์ ธรรมาวรานุคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น (SSP) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ทำสัญญาขายโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) ฮิดากะ ในประเทศญี่ปุ่น กำลังการผลิต 17 เมกะวัตต์ (MW) เป็นเงิน 718 ล้านบาท ให้กับกลุ่มทุนญี่ปุ่น โดยจะรับรู้กำไรเข้ามาทันทีในไตรมาส 2 นี้ โดยมีแผนนำเงินที่ได้ไปขยายการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ทุกรูปแบบ เพื่อให้บรรลุสู่เป้าหมายการมีกำลังการผลิตไฟฟ้าแตะ 500 MW ภายในปี 2568  

"ดีลนี้ทำให้เราได้ผลตอบแทนจากการลงทุนในโครงการนี้เพิ่มขึ้นมาก เพราะผู้ลงทุนใหม่ให้ความสำคัญกับธุรกิจพลังงานสะอาดที่มีส่วนช่วยลด Carbon Emission โดยเรามีแผนจะนำเงินที่ได้รับบางส่วนย้อนกลับไปลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่ในญี่ปุ่น ซึ่งคาดว่าจะเริ่มปลายปีนี้ และเตรียมไว้สำหรับการลงทุนในโครงการอื่นๆ ที่มีในมืออีกมาก” นายวรุฒม์ ชี้แจง

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา SSP ขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทนที่หลากหลายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสในการเพิ่มผลตอบแทน และกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ โดยในพอร์ตของบริษัทฯ ไม่ได้มีแค่พลังงานจากแสงอาทิตย์เท่านั้น แต่ยังมีโรงไฟฟ้าชีวมวล กำลังการผลิต 9.9 MW โรงไฟฟ้าพลังงานลมในเวียดนาม กำลังการผลิต 48 MW และวินด์ชัยฟาร์ม กำลังการผลิต 45 MW ในสัดส่วน 25% ซึ่งหลังจากนี้ สัดส่วนโรงไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานลม หรือ โรงไฟฟ้าชีวมวล จะมีสัดส่วนสูงขึ้น หนุนให้ภาพรวมผลดำเนินงานของบริษัทฯ มีพัฒนาการในการเติบโตชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ  

ในมุมมองของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ค่ายเอเซีย พลัส (ASPS) บอกว่า ธุรกรรมนี้สร้างผลกำไรจากจากขายโครงการ คืนกลับให้ผู้ถือหุ้น (EIRR) ได้ในระดับสูงราว 20% เพราะโครงการฮิดากะมีเงินลงทุนเริ่มต้นราว 1.3 พันล้านเยน และให้ผลกำไรกับบริษัทฯ ปีละ 25-50 ล้านบาท คาด SSP จะบันทึกกำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนในไตรมาส 2 นี้ประมาณ 230 ล้านบาท เพราะมี transection cost ที่ 1.5% ของมูลค่าการขาย และบริษัทฯ จะนำเงินที่ได้ส่วนใหญ่ไปใช้ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า Solar LEO2 ซึ่งมีแผนเริ่มก่อสร้างปีนี้ และเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ในปีหน้า  

ดังนั้น หลังจากได้ปรับปรุงประมาณการผลดำเนินงานของ SSP ใหม่ คาดว่า แนวโน้มกำไรปกติไตรมาส 2 น่าจะอ่อนตัวลงเล็กน้อย จากกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่มีกระแสลมอ่อนตัวตามฤดูกาล แม้จะมีแรงหนุนช่วยชดเชยได้บ้าง จากการเข้าสู่ช่วง High season ของกลุ่มโรงไฟฟ้า Solar อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิคาดจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก (QoQ) จากการบันทึกกำไรพิเศษในธุรกรรมดังกล่าว จึงยังคงมูลค่าพื้นฐานหุ้น SSP ไว้ที่ 13.30 บาท เหมือนเดิม และแนะนำ “ให้หาจังหวะทยอยสะสมลงทุน”   

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้