เมื่อไรตลาดหุ้นจะมีข่าวดี

1607 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เมื่อไรตลาดหุ้นจะมีข่าวดี

 
ปีนี้เป็นปีที่ตลาดหุ้นทั่วโลกประสบแต่ข่าวร้าย สะท้อนได้จากดัชนีตลาดหุ้นโลก (MSCI AC World) ที่ปรับลดลงถึง 21% นับจากต้นปี โดยมีตลาดหุ้นที่ปรับขึ้นเพียง 8 ประเทศจากทั้งหมด 47 ประเทศในกลุ่ม Developed Markets และ Emerging Markets
 
ในฝั่งเอเชีย ตลาดหุ้นของทั้ง 15 ประเทศปรับลดลงทุกตลาด เฉลี่ยติดลบ 10% ยกเว้นอินโดนีเซีย ที่สวนทางปรับขึ้นเล็กน้อย จากอานิสงส์ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ส่วนตลาดหุ้นไทยลดลงไม่มาก ติดลบ 3%
 
ตลาดหุ้นที่ปรับลดลงมากที่สุด คือ NASDAQ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทั่วโลก โดยดัชนี NASDAQ ติดลบถึง 31% ในปีนี้ นำโดยหุ้น Coinbase (-79%) Netflix (-72%) และ Meta (-51%)
 
คนที่ติดตามภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนสม่ำเสมอ คงทราบดีถึงเหตุผลที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเข้าสู่ขาลงในปีนี้ สรุปพอสังเขปได้ว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบมากที่สุด คือ เงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นทั่วโลกสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 40 ปี ทั้งจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกหลังโควิดที่ร้อนแรงกว่าคาด ภาวะตลาดแรงงานที่ตึงตัวในหลายประเทศ ปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่ยังคลี่คลายไม่เต็มที่ และผลพวงจากสงครามรัสเซีย - ยูเครน ที่ส่งผลต่อราคาอาหารและพลังงาน
 
เงินเฟ้อที่สูงเป็นประวัติการณ์ สร้างแรงกดดันให้ธนาคารกลางเกือบทุกประเทศ ต้องเร่งปรับโหมดการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นมาก โดยเฉพาะในกรณีของสหรัฐฯ ธนาคารกลาง (Fed) ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรงและรวดเร็ว พร้อมๆ กับการลดขนาดงบดุล (Quantitative Tightening) อย่างเร่งด่วน
 
ดอกเบี้ยขาขึ้น สภาพคล่องที่ลดลง และภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มอ่อนตัว ส่งผลให้นักลงทุนถอนเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ทั้งหุ้นและตราสารหนี้ อย่างต่อเนื่องตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา คำถามที่คนส่วนใหญ่อยากรู้ คือ ได้เวลาซื้อหุ้นหรือยัง
 
น้อยคนสามารถบอกได้ว่าจุดต่ำสุดของตลาดหุ้นในแต่ละรอบอยู่ที่ไหน เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย และหลายตัวแปร แต่วิธีประเมินที่น่าจะได้ผลใกล้เคียงที่สุด คือ การวิเคราะห์ว่าตลาดหุ้นได้สะท้อนข่าวร้ายไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว
 
โดยส่วนตัว ผมมองว่าตลาดหุ้นโลกได้สะท้อนข่าวร้ายไปแล้วพอสมควร และน่าจะเริ่มเข้าใกล้จุดต่ำสุดของรอบนี้ 
 
ก่อนหน้านี้ หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ยังไม่ถูกสะท้อนในราคาหุ้นอย่างเต็มที่ คือ โอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเข้าสู่ภาวะถดถอยจากการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากของ Fed  แต่ล่าสุด Yield Curve ของพันธบัตรสหรัฐฯ ได้กลับมา Invert อีกครั้ง ซึ่งเป็นสัญญานว่าผู้เล่นในตลาดทุน เริ่มเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีโอกาสถดถอยในอีก 18-24 เดือนข้างหน้า รวมทั้งการคาดการณ์จุดสูงสุดของดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ได้พุ่งขึ้นแตะระดับ 3.9% จาก 3.3% ซึ่งสะท้อนมุมมองที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น ว่า Fed คงต้องขึ้นดอกเบี้ยไปถึงราว 4% เนื่องจากเงินเฟ้อในสหรัฐฯ เริ่มกระจายวงกว้าง และต้นตอของปัญหาไม่น่าแก้ไขได้ ในระยะสั้น
 
ที่อาจยังดูสูงอยู่ คือ ประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ที่นักวิเคราะห์ยังคาดว่า จะโตได้เฉลี่ย 10.4% ในปีนี้ และ 9.7% ในปีหน้า ดังนั้น ยังเหลือความเสี่ยงจากการปรับประมาณการลงอีกเล็กน้อย    
 
ผมเชื่อว่า Downside Risk ของตลาดหุ้นสหรัฐน่าจะเหลือไม่มาก ดูจาก Forward P/E ในปัจจุบันที่ 16.8 เท่า (เทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 18.6 เท่า) ที่เริ่มดูเหมาะสมขึ้น หนุนให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีโอกาส Rebound ได้ในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญคือ ระดับสภาพคล่องในตลาดการเงินที่ยังสูงมาก ถึงแม้ปริมาณจะค่อยๆ ปรับลดลง
 
สำหรับตลาดหุ้นไทย ดัชนีระดับนี้ถือเป็นระดับที่น่าลงทุนระยะยาว เพราะ SET Index แทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากระดับก่อนโควิด ในขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังสูงกว่าช่วงก่อนโควิด 15% แม้จะปรับลงมาแล้วถึง 21% ในปีนี้ก็ตาม
 
ผมเชื่อว่า ภาคการท่องเที่ยวของไทย มีโอกาสฟื้นตัวเร็วและแรงกว่าที่หลายสำนักวิจัยคาดการณ์ไว้มาก จากตัวอย่างประเทศที่เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าได้อย่างเต็มรูปแบบ เช่น อังกฤษ และ ฝรั่งเศส เห็นได้ชัดว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคบริการ ได้ฟื้นกลับสู่ภาวะปกติเกือบจะ 100% แล้ว ถึงแม้ธนาคารแห่งประเทศไทย จะเริ่มใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น แต่ดอกเบี้ยน่าจะขึ้นไม่มาก ประกอบกับอานิสงส์จากการเปิดประเทศน่าจะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถรับมือกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นได้ 
 
ดังนั้น ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสกลับสู่ขาขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เช่นเดียวกับตลาดหุ้นโลก  

ไพบูลย์ นลินทรางกูร

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้