ทิสโก้เวลธ์ เชียร์ซื้อ หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ รับมือเศรษฐกิจถดถอย ชี้ไบโอเทค-ดิจิตอล เฮลธ์แคร์โตสูงสุดปีละ 27.7%

1621 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ทิสโก้เวลธ์ เชียร์ซื้อ หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ รับมือเศรษฐกิจถดถอย ชี้ไบโอเทค-ดิจิตอล เฮลธ์แคร์โตสูงสุดปีละ 27.7%

นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ที่ปรึกษาการลงทุนทิสโก้เวลธ์ ธนาคารทิสโก้ (TISCO) เปิดเผยว่า การที่ตัวเลขดัชนีชี้วัดสำคัญทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ หลายตัว บ่งชี้ให้เห็นความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) สูงขึ้น หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในอัตราสูงถึง 0.75% มากที่สุดตั้งแต่ปี 2537 ในการประชุมเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พร้อมทั้งส่งสัญญาณว่า พร้อมปรับดอกเบี้ยขึ้นต่อเนื่องอีก 1.75% สู่ระดับ 3.25 - 3.50% ภายในสิ้นปีนี้  เนื่องจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่เร็ว จะทำให้สภาวะการเงิน (Financial Conditions) ตึงตัวขึ้นมาก ส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดการเงินลดลง  

นอกจากนี้ การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐฯ เดือนมิถุนายน ยังปรับตัวตัวลงแตะ 98.7 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2556 ทำให้เริ่มเห็นภาคธุรกิจปรับลดแรงงานให้สอดคล้องความต้องการสินค้าในอนาคตที่เริ่มลดลง จึงยิ่งตอกย้ำให็เห็นโอกาสที่จะเกิดเศรษฐกิจถดถอยในระยะข้างหน้า

โดย Bloomberg Economics คาดว่า จะเกิด Recession ช่วง 2 ปีข้างหน้า ด้วยความเป็นไปได้ที่เพิ่มสูงขึ้นเป็น 98% จาก 30% ในช่วงก่อนการประชุม Fed เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา  

ประเด็นที่ตามมา คือ หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างที่คาด กำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนี S&P 500 อาจหดตัวถึง 25.5% โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มที่ผลประกอบการผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มพลังงาน ที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงจากอุปสงค์ที่หดตัว ทำให้ผลกำไรของกลุ่มนี้จึงลดลงมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ

ซึ่งเมื่ออ้างอิงฐานข้อมูลจากบลูมเบิร์กเพิ่มเติม ก็พบว่า ค่าเฉลี่ยช่วงวิกฤต 4 ครั้งหลังสุด ได้แก่ วิกฤตฟองสบู่ดอทคอม (Dot-com Bubble) วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ (Subprime Mortgage Crisis) วิกฤตน้ำมัน (Oil Crash) และวิกฤตโควิด-19 ฉุดให้กำไรหุ้นกลุ่มพลังงานลดลงสูงถึง 75.5% 

ขณะที่กลุ่มที่เติบโตสวนทางอย่างชัดเจน คือ กลุ่มเฮลธ์แคร์ (Healthcare) โดยข้อมูลในอดีต พบว่า ผลกำไรของกลุ่ม Healthcare ยังคงเติบโตได้ดี และในระยะยาวยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ในอัตราที่สูงกว่าภาพรวมของดัชนี S&P 500 โดยเมื่ออ้างอิงข้อมูลจากบลูมเบิร์กประกอบ จะพบว่า ช่วง 30 ปีมานี้ บริษัทจดทะเบียน S&P 500 มีอัตราการเติบโตของกำไรเฉลี่ยปีละ 6.9% แต่กลุ่ม Healthcare กลับมีอัตราการเติบโตของกำไรเฉลี่ยปีละ 10.2%   


ทั้งนี้ ธุรกิจไบโอเทคโนโลยี และ Digital Healthcare จะมีความโดดเด่นค่อนข้างมาก เห็นได้จากงานวิจัยของ Grand View Research ที่คาดการณ์ว่า ตลาดไบโอเทค (Biotechnology) ช่วงปี 2565 - 2573 จะมีอัตราเติบโตเฉลี่ย (CAGR) อยู่ที่ 13.9% ส่วน Digital Healthcare อยู่ที่ 27.7%  

จากข้อมูลเหล่านี้ ธนาคารทิสโก้ จึงแนะนำให้นักลงทุนขายหุ้นกลุ่มพลังงาน และหุ้นที่ผลประกอบการผันผวนไปตามภาวะเศรษฐกิจ แล้วโยกเงินมาซื้อหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ ที่กำไรมีโอกาสเติบโตได้ดี แม้จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจถดถอย

นอกจากนี้ แนวโน้มผลประกอบการของหุ้นกลุ่มนี้ ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก จากกระแสเมกะเทรนด์สังคมผู้สูงอายุที่เกิดขึ้นทั่วโลก อีกทั้งผลิตภัณฑ์ด้าน Healthcare อาทิ ยาสามัญประจำบ้าน วัคซีนป้องกันโรค หรือยารักษาโรคร้ายแรง อย่างโรคมะเร็งที่มีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นทุก ๆ ปี เป็นหนึ่งในสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ขณะที่นวัตกรรมทางการแพทย์ด้าน Biotechnology กับ Digital Healthcare ที่ก้าวหน้าในปัจจุบัน ก็ทำให้ธุรกิจกลุ่มนี้จะมีอำนาจต่อรองต่อผู้บริโภคค่อนข้างสูง เพราะผู้บริโภคไม่สามารถหยุดการเจ็บป่วยได้  

ขณะเดียวกัน ศูนย์บริการเมดิแคร์และเมดิเคด (Centers for Medicare & Medicaid Services) ของสหรัฐฯ ยังคาดการณ์ว่าสัดส่วนการใช้จ่ายทางด้านเฮลธ์แคร์ของสหรัฐฯ จะยังคงอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 19.6% ของ GDP ไปจนถึงปี 2573 โดยคาดว่า ในปี 2571การใช้จ่ายทางด้านเฮลธ์แคร์จะมีมูลค่าสูงถึง 6.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้มีแรงผลักดันให้ธุรกิจกลุ่มนี้มีการเติบโตและเกิดการควบรวมกิจการ (M&A) เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่มีขนาดกลางและเล็ก ที่มีสิทธิบัตรยาที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) เป็นที่หมายตาจากบริษัทยาขนาดใหญ่ และเป็นส่วนพลักดันให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแบบก้าวกระโดด

อย่างในกรณีของ Pfizer ผู้ผลิตยา Biotech ยักษ์ใหญ่ที่เพิ่งประกาศซื้อกิจการของ บริษัท Biohaven ผู้คิดค้นนวัตกรรมยาที่ใช้ในการรักษาและป้องกันโรคไมเกรน อย่างยา Nurtec ODT มูลค่ากว่า 11,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาหุ้นของ Biohaven พุ่งขึ้นถึง 70% ในวันที่มีการประกาศอนุมัติข้อตกลงดังกล่าว 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้