CHIC เคาะราคา IPO 0.90 บาท เปิดจองซื้อ 18-21 ก.ค.นี้ ก่อนเข้าซื้อขายวันแรกในตลาด mai 27 ก.ค.

1488 จำนวนผู้เข้าชม  | 

CHIC เคาะราคา IPO 0.90 บาท เปิดจองซื้อ 18-21 ก.ค.นี้ ก่อนเข้าซื้อขายวันแรกในตลาด mai 27 ก.ค.

นายธีร์ จารุศร กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บมจ. หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ ประเทศไทย (MST) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน บมจ. ชิค รีพับบลิค (CHIC)  เปิดเผยว่า ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญให้กับประชาชนทั่่วไป (IPO) จำนวน 360 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (ราคาพาร์) หุ้นละ 50 สตางค์ ที่ราคาหุ้นละ 90 สตางค์ โดยเตรียมเสนอขายหุ้นระหว่างวันที่ 18-20 กรกฎาคม และช่วงเวลา 9.00-12.00 น. ของวันที่ 21 กรกฎาคมนี้ ผ่านบริษัทฯ และผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายอีก 4  ราย คือ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส (ASPS) บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LHS) บมจ. หลักทรัพย์ กรุงศรี KSS) และ บมจ. หลักทรัพย์ เคทีบีเอส ประเทศไทย (KTBST)  

"การกำหนดราคา IPO ที่ 90 สตางค์ กำหนดตามมูลค่าเชิงเปรียบเทียบกับมูลค่าของหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่สามารถอ้างอิงได้ โดยพิจารณาจากอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทฯ (P/E) ถือเป็นระดับราคาที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐาน และสอดคล้องกับสภาวะตลาดในปัจจุบัน ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน จากพื้นฐานทางธุรกิจที่เข้มแข็ง และโอกาสการเติบโตในอนาคต” นายธีร์ ชี้แจง

ในเบื้องต้น คาดว่า หุ้น CHIC จะสามารถเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) ได้วันที่ 27 กรกฎาคมนี้   

ด้านนายกานต์ อรรถธรรมสุนทร กรรมการผู้อำนวยการ LHS และนางยอดฤดี สันตติกุล กรรมการบริหาร ASPS ซึ่งเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม พูดเสริมว่า CHIC ถือเป็นบริษัทชั้นนำในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ที่มีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญในธุรกิจมาอย่างยาวนาน จนเข้าใจความต้องการตลาด และพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มระดับกลางถึงบน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อ และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งมีจุดแข็งในการบริหารจัดการต้นทุน การควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการผลิต ช่วยให้สามารถกำหนดราคาสินค้าที่เหมาะสม สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน การระดมทุนครั้งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำธุรกิจให้แข็งแกร่งมากขึ้น สามารถทำกำไรได้เพิ่มขึ้น ผลักดันให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

ขณะที่นายกิจจา ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ CHIC เล่าให้ฟังว่า บริษัทฯ จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ ไปใช้ เพิ่มศักยภาพทางธุรกิจ มุ่งเน้นไปที่การขยายสาขาทั้งในและต่างประเทศ กับการพัฒนาเว็บไซต์เพิ่มเติม ทั้งเพื่อรองรับการเติบโตจากการขายแบบออนไลน์ในประเทศและกัมพูชา และเตรียมพร้อมรองรับการเติบโตของฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง อีกส่วนหนึ่งจะนำไปใช้ปรับปรุงพื้นที่บางสาขาในประเทศ และขยายพื้นที่ให้เช่า เพื่อสร้างแหล่งที่มาของรายได้ประจำ ที่เหลือจะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน และชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันทางการเงิน เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทฯ

"การเข้าตลาดหลักทรัพย์ mai ทำให้บริษัทฯ มีเครื่องมือในการระดมทุนที่หลากหลาย ช่วยให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจลดลง ช่วยเสริมศักยภาพและความแข็งแกร่งในการขยายธุรกิจตามแผนงานที่วางไว้" ผู้บริหาร CHIC กล่าวสั้นๆ  


ปัจจุบัน CHIC มีสาขาเปิดดำเนินการแล้วรวม 6 สาขา ในประเทศ 5 สาขา ได้แก่ สาขาประดิษฐ์มนูธรรม พัทยา บางนา ราชพฤกษ์ และรามอินทรา และต่างประเทศ 1 สาขา ที่กัมพูชา โดยมีแผนขยายสาขาที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งถือเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง และยังสามารถเป็นฐานจำหน่ายและกระจายสินค้าสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สปป. ลาว เพิ่มโอกาสขยายฐานลูกค้าในอนาคต 

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ เตรียมเพิ่มช่องทางการจำหน่าย เจาะกลุ่มลูกค้าโครงการแนวราบ เช่น บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม โรงแรม และโรงพยาบาล เพื่อเพิ่มยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นให้มากขึ้น รวมไปถึงจัดตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ ชื่อ “Chic Design Studio” รับออกแบบและตกแต่งภายในแบบครบวงจร ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ รวมถึงธุรกิจให้เช่าและรับจัดตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน กับ “Chic Rent In Style” รองรับความต้องการลูกค้ากลุ่มธุรกิจรับจัดงานอีเวนท์ หรือธุรกิจรับออกแบบตกแต่ง ที่ต้องการทำชิ้นงานเพื่อโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือนำเสนอให้กับลูกค้า เพื่อช่วยสนับสนุนธุรกิจหลักของบริษัทฯ ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

สำหรับผลดำเนินงาน 3 ปีย้อนหลัง (2562-2564) บริษัทฯ มีรายได้รวม 781.26 ล้านบาท 707.71 ล้านบาท และ 674.07 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่มีกำไรสุทธิ 54.44 ล้านบาท 34.15 ล้านบาท และ 19.28 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งการที่ผลดำเนินงานปีที่ผ่านมาชะลอตัว มีสาเหตุหลักจากธุรกิจได้รับผลกระทบจากการล๊อคดาวน์ที่เข้มข้น เหมือนธุรกิจอื่นๆ

ขณะที่ผลดำเนินงานไตรมาสแรกปีนี้ บริษัทฯ มีรายได้และกำไรสุทธิอยู่ที่ 217.56 ล้านบาท และ 14.71 ล้านบาท เนื่องจากการคลายตัวของสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการสาขาเพิ่มขึ้น ผลักดันให้ยอดขายหน้าร้านเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับการขายผ่านช่องทางออนไลน์ที่เติบโตต่อเนื่อง ประกอบกับมีรายได้จากงานโครงการที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หนุนให้อัตรากำไรสุทธิปรับตัวสูงตามไปด้วย

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้