มองดีลควบรวมกิจการ JWD SCGL เพิ่มโอกาสสู่ผู้นำโลจิสติกส์และซัพพลายเชนครบวงจรรายใหญ่ในภูมิภาค แต่หวัง upside ระยะสั้นยาก

2586 จำนวนผู้เข้าชม  | 

มองดีลควบรวมกิจการ JWD SCGL เพิ่มโอกาสสู่ผู้นำโลจิสติกส์และซัพพลายเชนครบวงจรรายใหญ่ในภูมิภาค แต่หวัง upside ระยะสั้นยาก

นายชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ (JWD) เปิดเผยว่า บริษัทฯ และบริษัท เอสซีจี โลจิสติกส์ แมเนจเม้นท์ (SCGL) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือปูนซิเมนต์ไทย (SCC) พร้อมควบรวมกิจการเข้าด้วยกัน เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนแบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน ผลักดันการเติบโตของธุรกิจจากขนาดของกิจการที่ใหญ่ขึ้น การรวมกันของหน่วยงานสนับสนุนที่สำคัญ และการบริหารทรัพยากรร่วมกัน และร่วมกันสร้าง synergy การเติบโตของธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะทั้ง 2 ฝ่าย สามารถผสานจุดแข็งของทั้ง 2 บริษัทเข้าด้วยกันอย่างลงตัว จากความเชี่ยวชาญในกลุ่มสินค้าเฉพาะทางของ JWD เช่น สินค้าควบคุมอุณหภูมิ สินค้าอันตราย รถยนต์ เข้ากับความชำนาญในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมของ SCG เช่น เหล็ก วัสดุก่อสร้าง กระดาษ บรรจุภัณฑ์ สินค้าอุปโภคบริโภค ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการโลจิสติกส์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ด้วยรูปแบบการให้บริการที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งบริการคลังสินค้า ซัพพลายเชน การขนส่งสินค้าแบบต่อเนื่องหลายรูปแบบ  

นอกจากนี้ การที่ฐานลูกค้าของทั้ง 2 บริษัท ไม่ได้ทับซ้อนกันอย่างมีนัยสำคัญ จึงสามารถสร้างการเติบโตจากการขยายฐานลูกค้าของทั้ง 2 ฝ่าย และการได้ฐานลูกค้ารายใหญ่ภายในเครือ SCG ช่วยรักษาการเติบโตและลดความผันผวนของธุรกิจได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังจะได้ประโยชน์เพิ่มเติมจากการปรับโครงสร้างภายในเพิ่มเติมหลังการควบรวมกิจการเสร็จสิ้นลงไป เช่น การพัฒนาขอบเขตการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ในธุรกิจใหม่ ๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม บริการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับจัดการโลจิสติกส์

สำหรับการควบรวมกิจการครั้งนี้ จะใช้วิธีการแลกหุ้น โดย JWD จะออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 791.02 ล้านหุ้น ให้กับบริษัทย่อยของ SCC ได้แก่ SCG CBM (68% ของหุ้นใหม่), SCG Distribution (30%) และ Yamoto Holdings (2%) ที่ราคาหุ้นละ 24.02 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมไม่เกิน 1.90 หมื่นล้านบาท แลกกับการโอนสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดจาก SCGL โดยหลังจากการแลกหุ้นแล้วเสร็จ ผู้ถือหุ้นเดิมของ SCGL จะเข้ามาถือหุ้นใน JWD ในสัดส่วนไม่เกิน 43.7% ซึ่งคาดว่าการทำธุรกรรมการรวมกิจการของ SCGL และ JWD จะแล้วเสร็จภายในไตรมาสแรกปีหน้า เพราะต้องขอมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น JWD ในวันที่ 8 ธันวาคม เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมบรรทัดทอง ชั้น 6 อาคาร JWD Store it! Siam โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุม (Record Date) ในวันที่ 10 พฤศจิกายน ตามขั้นตอนก่อน

 



"ดีลรวมกิจการครั้งนี้เป็นดีลใหญ่และสำคัญ ที่เราพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้น และจะทำให้เราสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนท่ามกลางสภาวะตลาดที่ท้าทายและผันผวน ทั้ง JWD และ SCGL ต่างเป็นจิ๊กซอว์ที่ลงตัว มีฐานลูกค้าที่แตกต่าง สามารเสริมแกร่งซึ่งกันและกัน ภายใต้ศักยภาพของ SCGJWD เราจะสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัดอย่างยั่งยืน และสามารถส่งมอบโซลูชั่นส์ที่เป็น One Stop Service อย่างแท้จริง" นายชวนินทร์ ย้ำจุดยืน

หลังจากนั้น JWD จะดำเนินการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ (SCGJWD) โดยใช้ตัวย่อในการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า SJWD และบริหารงานร่วมกัน โดยมีประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม 2 คน คือ นายบรรณ เกษมทรัพย์ ในฐานะตัวแทนกลุ่ม SCGL และนายชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ในฐานะตัวแทน JWD  

ส่วนนายบรรณ เกษมทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ SCGL ชี้ว่า การรวมกิจการกับ JWD ถือเป็นการผสมผสานความเชี่ยวชาญของ 2 บริษัทแถวหน้าในอุตสาหกรรมโลจิติกส์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น และทำให้การเติบโตของธุรกิจเป็นไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น จากการขยายการให้บริการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบที่มีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้นในประเทศ โดยเฉพาะบริการโลจิสติกส์ทางรางและทางอากาศ เพิ่มเติมเข้ามาจากบริการโลจิสติกส์ทางเรือที่ SCGL มีอยู่เดิม รวมถึงการเพิ่มบริการรองรับการขยายธุรกิจของเครือ SCG ในเวียดนาม อินโดนีเซีย จีน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ และฟิลิปปินส์ อีกทั้งยังจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจ ทั้งจากต้นทุนการขนส่งสินค้าทางเรือและทางรางที่ต่ำกว่าทางบก การเพิ่มโอกาสขนส่งสินค้าได้ทั้งขาไปและขากลับตามฐานลูกค้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และโอกาสขยายการลงทุนสร้างคลังสินค้าเพิ่มเติมในประเทศต่างๆ เพื่อสร้างการเติบโตในระดับภูมิภาค

 



ที่สำคัญ บริษัทใหม่ SJWD ยังจะให้ความสำคัญกับเรื่องการสร้างความยั่งยืน (Sustainability) เช่น การเป็น “Green Logistic” มุ่งเน้นการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยการลดการใช้พลังงาน ทั้งการนำรถขนส่งพลังงานไฟฟ้าเข้ามาใช้ และการใช้พลังงานจาก Solar Roof ภายในคลังสินค้า เพิ่มเติมเข้ามา ปูทางสู่การเป็นผู้นำธุรกิจโลจิสติกส์และซัพพลายเชนลำดับต้นๆ ของภูมิภาค

"เมื่อรวมกันแล้ว เราจะกลายเป็นผู้นำด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ที่มีจุดเด่นด้านการให้บริการโลจิกติกส์และซัพพลายเชนแบบครบวงจร ที่ครอบคลุมมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนมีแบรนด์ที่แข็งแกร่งทั้งในด้านความเป็นมืออาชีพของ SCGL และประสบการณ์ความเชี่ยวชาญด้านการให้บริการโลจิสติกส์เฉพาะด้านของ JWD กลายเป็นผู้นำธุรกิจในภูมิภาคนี้" นายบรรณ ทิ้งท้าย

สำหรับความเห็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงบวกต่อการควบรวมกิจการครั้งนี้ แต่การที่ราคาหุ้น JWD ปัจจุบันปรับขึ้นมาใกล้เคียงราคาเป้าหมายแล้ว จึงปรับลดคำแนะนำลงจาก "ซื้อ" เป็น "ถือ" หรือ "รอซื้อเมื่ออ่อนตัว"

ค่ายบัวหลวง (BLS) บอกว่า การควบรวมธุรกิจทำให้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรหลักปีหน้าขึ้น 58% มาอยู่ที่ 1,193 ล้านบาท และปีถัดไป (2567) ขึ้น 82% มาอยู่ที่ 1,407 ล้านบาท ส่งผลบวกต่อประมาณการกำไรหลักต่อหุ้น 0.2% และ 2.6% เป็น 0.74 บาท และ 0.78 บาท นอกจากนี้ ยังมี upside ต่อประมาณการกำไรจากการ synergy ทั้งในแง่ของการปรับเพิ่มรายได้ (จากการขยายธุรกิจ, cross-selling และบริการใหม่) และความเป็นไปได้ในการปรับลดต้นทุน (เช่นการลดการพึ่งพา outsource) และต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ทำให้ปรับราคาเป้าหมายปีหน้าเพิ่มจาก 19 บาท มาที่ 23 บาท  และแนะนำแค่ "ถือ" เพราะราคาหุ้นในช่วงก่อนหน้านี้ได้ปรับขึ้นมาสูงแล้ว

ส่วนหยวนต้า (YUANTA) ชี้ประเด็นว่า SCGL มีรายได้ต่อปีราว 20,000 ล้านบาท มีกำไรสุทธิราว 520 ล้านบาท แต่อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ที่ 2.6% ต่ำกว่า JWD ที่ทำได้มากกว่า 10% แต่เนื่องจากการควบรวมกิจการ ส่งผลให้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น 78% ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมอยู่ 70% ทำให้มีมุมมองเป็นกลางในระยะสั้นต่อการควบรวมกิจการครั้งนี้ เพราะกำไรที่เพิ่มขึ้น กับจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มทุนใกล้เคียงกัน และราคาหุ้นได้ตอบสนองต่อประเด็นนี้ไประดับหนึ่งแล้ว

ยังคงประมาณการกำไรปกติ JWD ปีนี้ ที่ 632 ล้านบาท เติบโต 20% จากปีที่แล้ว แต่ปรับเพิ่มกำไรปกติปีหน้าเพิ่ม 17% เป็น 743 ล้านบาท เติบโต 17.5% จากปีนี้ ทำระดับสูงสุดใหม่ ส่งผลให้ปรับราคาเป้าหมายปีหน้าเป็น 22.30 บาท (อิง PER 30.6 เท่า รวม Premium 2% จาก ESG Rating) โดยยังไม่คิดรวมกำไรและจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นจากการควบรวมกิจการ จึงคงแนะนำเพียง TRADING พร้อมแนะทยอยสะสมหุ้น เมื่อราคาอ่อนตัวบริเวณ 18.80 – 19.00 บาท

กสิกรไทย (KS) ชี้ว่า ถึงแม้แนวโน้มธุรกิจของ SJWD จะมีศักยภาพในการลงทุนที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นทางลัดสำหรับการเติบโต แต่ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน ทำให้ราคาหุ้นในระยะสั้นน่าจะแกว่งในระดับส่วนลดของราคาในการแลกหุ้นที่ 24.20 บาท แต่อาจมีการเก็งกำไรผลดำเนินงานไตรมาส 3 และ 4 เกิดขึ้นได้ เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ โดยให้ราคาเป้าหมายปีหน้า ที่ 24.02 บาท

ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะส่วนแบ่งตลาดของ SJWD จะยังคงไม่ได้มากอย่างมีนัยยะ เพราะในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์มีจำนวนผู้เล่นมากกว่า 10,000 ราย  แต่ทั้ง SCGL และ JWD เชื่อว่า ด้วยขนาดของบริษัทที่ใหญ่ขึ้น พร้อมขอบเขตการให้บริการที่สูงขึ้น ใน 9 ประเทศ จากคลังสินค้าทั่วไปขนาดกว่า 2.3 ล้านตารางเมตร คลังเก็บสินค้าวัตถุอันตราย คลังห้องเย็น ลานจอดรถยนต์ รถขนส่ง 12,000 คัน ความสามารถในการขนสินค้าจากเรือบรรทุกสินค้ากว่า 240 ลำ และลูกค้ากว่า 2,400 ราย ตลอดจนบริการและโซลูชั่นครบวงจรที่สามารถส่งมอบให้กับลูกค้า จะช่วยผลักดันให้เกิดการเติบโตทั้งแบบภายใน และการเติบโตแบบภายนอก ซี่งจะหนุนให้รายได้รวมเพิ่มขึ้นจาก 2.55 หมื่นล้านบาท ในปีที่ผ่านมา กระโดดขึ้นเป็น 5.0 หมื่นล้านบาท ในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 12%

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้