JR คว้างานใหม่ 3 โครงการ เติม Backog ทะลุ 3.6 พันล้านบาท มั่นใจผลงานปีนี้โตตามเป้าหมาย 

2315 จำนวนผู้เข้าชม  | 

JR คว้างานใหม่ 3 โครงการ เติม Backog ทะลุ 3.6 พันล้านบาท  มั่นใจผลงานปีนี้โตตามเป้าหมาย 


นายจรัญ วิวัฒน์เจษฎาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เจ อาร์ ดับเบิ้ลยู ยูทิลิตี้ (JR) เปิดเผยว่า ในโค้งสุดท้ายปีนี้ บริษัทฯ ได้งานใหม่ 3 โครงการ มูลค่ารวม 270 ล้านบาท แบ่งเป็นงานโครงการระบบโครงสร้างพื้นที่มีความปลอดภัยขั้นสูงในกลุ่ม "แพลนต์เบส" ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมพลังงาน (Electrical and Instrument Work for CFP Concurrent Work Project – Package LCO New LCO and Associated Fuel Oil Facilities) 2 โครงการ จาก บมจ. ไทยออยล์ (TOP) มูลค่า 62.14 ล้านบาท และ บมจ. ไทยลู้บเบส (TLB) มูลค่า 31.77 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 23 เดือน นับจากวันที่ลงนามในสัญญาเหมือนกัน และอีก 1 โครงการ จากงานรื้อย้ายระบบสื่อสารและโทรคมนาคม ในโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ สัญญาที่ 1 ร่วมกับกิจการร่วมค้า ซีเคเอสที-พีแอล มูลค่ารวม 137 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2005 วัน นับจากวันที่ลงนามในสัญญา หนุนให้บริษัทฯ มีงานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) เพิ่มเป็น 3,611 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องตลอด 3 ปีข้างหน้านี้

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังพร้อมเดินหน้าเข้าร่วมประมูลงานโครงการใหม่ๆ ซึ่งจะมีการทยอยเปิดประมูลอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นงานโครงการเปลี่ยนสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน ตามแนวรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและชมพู เฟสที่ 2 มูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท หรืองานรื้อย้ายระบบสื่อสารและโทรคมนาคม ในโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายอื่นๆ มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท จึงทำให้มั่นใจว่ารายได้ทั้งปีจะเติบโตจากปีก่อน 15-20% ตามเป้าหมายที่วางไว้




ที่สำคัญ การได้งานโครงการ Electrical and Instrument Work for CFP Concurrent Work Project – Package LCO New LCO and Associated Fuel Oil Facilities จาก TOP และ TLB ซึ่งเป็นงานที่มีคู่แข่งน้อย ทำให้บริษัทฯ พร้อมร่วมมือกับพันธมิตรรายใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ เพื่อสนับสนุนให้มีช่องทางสร้างรายได้ใหม่ๆ ผลักดันการเติบโตอย่างมั่นคง

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองนักวิเคราะห์จากฟินันเซีย ไซรัส (FSS) บอกว่า การที่ JR ประกาศกำไรปกติไตรมาส 3 ปีนี้ที่ 26 ล้านบาท ลดลง 52.9% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และ 51.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ตามฐานรายได้ที่หดตัว 7.5% QoQ และ 13.6% YoY จากปริมาณงานที่รับรู้น้อยกว่าปีก่อน ทำให้ผลดำเนินงานรวมงวด 9 เดือนปีนี้ หดตัวลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 24.49% ตามไปด้วย อีกทั้งบริษัทฯ เผชิญปัญหาการเข้าหน้างานช่วงปลายไตรมาส จากสถานการณ์น้าท่วมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงผลลบของ Operating Leverage ฉุดให้ EBITDA Margin หดตัวเหลือเพียง 7.8% จากที่ทำได้ 13.7% ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา และ และ 14.2% ในไตรมาสแรกปีนี้ ทำให้ปรับลดประมาณการกำไรปีนี้ลง 44% เหลือ 163 ล้านบาท ชะลอตัว 24.8% YoY แต่เชื่อว่า จะกลับมาฟื้นตัวแรงในปีหน้าถึง 68.7% YoY เป็น 276 ล้านบาท รวมถึงมี Catalyst บวกจากโอกาสรับงานใหม่รออยู่

ที่น่าสนใจกว่านั้น การที่ราคาหุ้นปรับตัวลงแรง สะท้อนกำไรที่อ่อนแอไปมากพอสมควรแล้ว โดยเชื่อว่า กำไรอยู่ในจุด Bottom แล้ว ก่อนจะฟื้นตัวในปีหน้า จึงแนะนำ "ซื้อลงทุน" โดยให้ราคาเป้าหมายปีหน้าที่ 7.60 บาท อิง Target PER ที่ 20 เท่า
 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้