EGCO พร้อมทุ่มงบ 3 หมื่นล้านบาท เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าปีหน้าเพิ่ม 1,000 MW คาดหนุนกำไรโดตเด่น ส่งผลบวกต่อราคาหุ้นตามมา

2720 จำนวนผู้เข้าชม  | 

EGCO พร้อมทุ่มงบ 3 หมื่นล้านบาท เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าปีหน้าเพิ่ม 1,000 MW คาดหนุนกำไรโดตเด่น ส่งผลบวกต่อราคาหุ้นตามมา


หลังจาก บมจ. ผลิตไฟฟ้า หรือ เอ็กโก กรุ๊ป (EGCO) ประกาศผลดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้ มีกำไรจากการดำเนินงาน 10,345 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ตามการเติบโตของรายได้รวมที่สูงขึ้น 61% จากช่วงเดียวกันปีก่อน มาที่ 46,737 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากรายได้ค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากโรงไฟฟ้า "พาจู อีเอส" หนุนด้วยปริมาณการขายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นของโรงไฟฟ้า "ขนอม" โรงไฟฟ้า "ไซยะบุรี" และโรงไฟฟ้า "แก่งคอย 2" รวมถึงการเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์และจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (COD) ของโรงไฟฟ้า "น้ำเทิน 1" ใน สปป. ลาว

อย่างไรก็ตาม หากคิดเฉพาะงบการเงินงวดไตรมาส 3 ปีนี้ บริษัทฯ กลับมีผลขาดทุนสุทธิ 393 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 137% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สาเหตุจากการอ่อนค่าของเงินบาท ทำให้รับรู้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการแปลงมูลค่าหนี้สินสกุลเงินต่างประเทศเป็นสกุลเงินบาท

แต่หากไม่คิดรวมรายการพิเศษ และรายการที่ไม่ใช่การดำเนินงาน จะพบว่า กำไรปกติไตรมาส 3 จะอยู่ที่ 3,209 ล้านบาท ลดลง 7.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) และ 8.2% จากไตรมาส 2 ก่อนหน้า (QoQ) สาเหตุหลักจากกำไรปกติของธุรกิจ SPP อ่อนตัวลง 69% YoY และ 31% QoQ และกำไรปกติของธุรกิจ VSPP ลดลง 41% YoY และ 32% QoQ ส่งผลให้ส่วนแบ่งกำไร ไรวมอัตราแลกเปลี่ยนลดลง 3.4% YoY และ 4.1% QoQ อีกทั้งมีค่าใช้จ่ายทางการเงินสูงขึ้น 146% YoY และ 59% QoQ

กระนั้น บริษัทฯ ได้มีการขยายการลงทุนในสหรัฐฯ ด้วยการซื้อหุ้น 49% ในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม "ไรเซ็ก" (RISEC) กำลังผลิต 609 เมกะวัตต์ (MW)  พร้อมกับร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างกลุ่มบริษัทฯ และกระทรวงการลงทุนแห่งอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ด้านพลังงานสะอาด เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานดั้งเดิมไปสู่พลังงานสะอาด รวมถึงระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า การให้บริการงานเดินเครื่องและบำรุงรักษา เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอนของทั้ง 2 ประเทศ ในไตรมาสสุดท้ายปีนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 

โอกาสนี้ นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO เปิดเผยแผนงานปีหน้าด้วยว่า บริษัทฯ ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่อีก 1,000 MW จากที่มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวมล่าสุด 6,377 MW โดยตั้งงบลงทุนที่ 3 หมื่นล้านบาท รองรับโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งธุรกิจไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงดั้งเดิม และพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ที่มีฐานธุรกิจอยู่แล้ว อย่างในสหรัฐฯ หรือช่องทางใหม่ๆ อย่าง ซาอุดีอาระเบีย

ขณะที่การลงทุนในประเทศ บริษัทมีแผนเข้าร่วมประมูลโครงการพลังงานหมุนเวียนของภาครัฐ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และโรงไฟฟ้าโซลาร์ผสมระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ทั้งในรูปแบบที่บริษัทฯ ลงทุนเอง และร่วมลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจ

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนพัฒนาพลังงานสะอาดใหม่ๆ นำร่่องด้วยโครงการงผลิตไฟฟ้าจากเซลล์เชื้อเพลิงที่โรงไฟฟ้า "คลองหลวง" จ.ปทุมธานี กำลังผลิต 5 MW เพื่อให้เป็นต้นแบบของโรงไฟฟ้ากรีนไฮโดนเจน ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษารูปแบบการลงทุนที่เหมาะสม ความต้องการจากลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรม รวมถึงพิจารณาโอกาสในการขยายความร่วมมือในธุรกิจต้นน้ำ เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน คาดว่าจะมีความชัดเจนในปีหน้า 

 

 

พร้อมกันนี้ EGCO จะมุ่งเน้นบริหารสินทรัพย์ และโรงไฟฟ้าที่มีอยู่แล้ว ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และปล่อยคาร์บอนให้น้อยที่สุด ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการนำแอมโมเนียมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผสม เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้บรรลุพันธกิจที่กำหนดเอาไว้ว่า "Cleaner, Smarter and Stronger to Drive Sustainable Growth"   

สำหรับความเห็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เสียงส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่า น่าจะเห็น EGCO มีการเติบโตของรายได้และกำไรปีหน้าโดดเด่นกว่าปีนี้ ยิ่งราคาหุ้นปัจจุบันแกว่งในระดับต่ำ จึงพร้อมใจกันแนะนำ "ซื้อ"    

ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LHS) ชี้ประเด็นว่า EGCO มี Valuation ที่ถูก และอัตราเงินปันผลที่น่าสนใจ โดยราคาหุ้นยังซื้อขายต่ำกว่า Book Value ค่อนข้างมาก สวนทางโอกาสเติบโตทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง จากการทุ่มงบลงทุน 30,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการใหม่ๆ ให้มีกำลังการผลิตเพิ่ม 1,000 MW ในปีหน้า โดยมุ่งเน้น 4 ด้านหลักคือ ขยายธุรกิจต่างประเทศ ผ่าน M&A ในโครงการ Conventional และขยายผ่าน APEX ในสหรัฐฯ 2) เข้าร่วมประมูลโครงการพลังงานทดแทนในประเทศ ตั้งเป้า 1,000 MW จากที่เปิดให้ประมูลทั้งหมด 5,200 MW 3) ขยายธุรกิจ Fuel cell ผ่านความร่วมมือกับ Bloomenergy และ 4) ศึกษาโอกาสลงทุนใหม่ๆ โดยเฉพาะโครงการ Carbon Capture ทำให้เชื่อว่า การต่อยอดโครงการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง จะช่วยรักษาระดับกำไร และการจ่ายเงินปันผลไว้ได้ จึงคงแนะนำ “ซื้อ” โดยมีราคาเป้าหมาย 234 บาท อิง P/BV ปีหน้าที่ 1 เท่า

ส่วนโนมูระ พัฒนสิน ชี้ว่า EGCO มีจุดแข็งเรื่องธุรกิจได้รับผลกระทบด้านลบจากต้นทุนพลังงานที่น้อยกว่ารายอื่น ไม่ว่าจะเป็น GPSC BGRIM หรือ GULF อีกทั้งโรงไฟฟ้าในประเทศส่วนใหญ่สามารถส่งผ่านต้นทุนได้ และยังมีโรงไฟฟ้าพาจู ที่ได้ประโยชน์จากการล๊อคราคาก๊าซ LNG ไว้ต่ำ ช่วยขับเคลื่อนกำไรตั้งแต่ไตรมาสไตรมาสสุดท้ายปีนี้ ก่อนเห็นการเติบโตของรายได้และกำไรอย่างโดดเด่นตั้งแต่ไตรมาสแรกปีหน้า ขับเคลื่อนโดยโรงไฟฟ้าเดิมที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และโรงไฟฟ้าใหม่ทยอย COD อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อตั้งสมมติฐานว่ากําไรปกติ 3 ปีนี้ ( 2565-67) เติบโตเฉลี่ย 4% ประเมินราคาเป้าหมายปีหน้าได้ที่ 260 บาท โดยยังไม่คิดรวมโรงไฟฟ้า RISEC ในประมาณการ

ขณะที่กสิกรไทย (KS) คาดว่ากำไรไตรมาส 4 ปีนี้จะดีขึ้น ทั้ง YoY และ QoQ จากการแข็งค่าของเงินบาท ทำให้ไม่มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเหมือนช่วงก่อนหน้านี้อีก ประกอบกับการเข้าสู่ไฮซีซั่นของโรงไฟฟ้าพาจู จะช่วยผลักดันให้ผลดำเนินงานเริ่มเห็นภาพขาขึ้นชัดเจนมากขึ้น จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากโรงไฟฟ้าเดิม และการลงทุนใหม่ๆ 

ยิ่งบริษัทฯ มีงบดุลที่แข็งแกร่งขึ้น ด้วยสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนที่ 0.91 เท่า ในสิ้นปีหน้า จะช่วยให้บริษัทฯ สามารถก่อหนี้เพิ่มเพื่อขยายธุรกิจในอนาคต จนกว่าจะถึงระดับที่ฝ่ายบริหารกำหนดเอาไว้ไม่เกิน 1.5 เท่า นอกจากนี้ พอร์ตโรงไฟฟ้าของ EGCO ยังมีการกระจายความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์ที่ดี ด้วยแหล่งเชื้อเพลิงหลายประเภท ช่วยสนับสนุนการขยายธุรกิจในอนาคตได้อีกทางหนึ่ง คิดเป็นมูลค่าเหมาะสมที่ 241 บาท

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้