ITC เจอบรรยากาศไม่สดใสกดราคาต่ำจอง 1 บาท แต่ตลาดประสานเสียงพื้นฐานแน่น upside กว่า 20%

2729 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ITC เจอบรรยากาศไม่สดใสกดราคาต่ำจอง 1 บาท แต่ตลาดประสานเสียงพื้นฐานแน่น upside กว่า 20%


การเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ ของ บมจ. ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น (ITC) สร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนที่จองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนเสนอขายประชาชนครั้งแรก (IPO) พอสมควร เมื่อราคาหุ้นแกว่งตัวในกรอบแคบๆ เกือบทั้งวัน โดยหลังจากเปิดตลาดที่ 32.75 บาท สูงกว่าราคาจองที่ 32 บาท เพียง 75 สตางค์ มีแรงซื้อหนุนราคาขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 33.75 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 5.47% มีแรงขายกระจายตัวออกมาเป็นระยะๆ กดราคาหุ้นให้ลงมาแกว่งบริเวณ 32.25-32.50 บาท ก่อนปิดครึ่งวันที่ 32.25 บาท

แต่เมื่อเปิดตลาดภาคบ่าย ซึ่งแรงซื้อเบาบางลงไป เนื่องจากใกล้วันหยุดยาว ประกอบกับตลาดรอดูผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ นัดสุดท้ายของปี ช่วงกลางเดือนธ้นวาคมนี้ ทำให้เมื่อมีแรงขายโถมออกมา ราคาหุ้นจึงไหลลงมาต่ำจอง โดยทำจุดต่ำสุดของว้นที่ 30.75 บาท ก่อนจะมีแรงซื้อดันราคากลับขึ้นมาแตะราคาจอง แต่ยืนระยะไม่ไหว โดยปิดตลาดที่ 31 บาท ต่ำจอง 1 บาท คิดเป็นผลขาดทุน 3.13% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 6,039 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหาร ITC และที่ปรึกษาทางการเงิน เชื่อว่า การอ่อนตัวราคาหุ้นน่าจะเป็นภาวะชั่วคราว เพราะปัจจัยพื้นฐานของบริษัทฯ ยังมีความแข็งแกร่ง และมีศักยภาพการเติบโต จากความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย มีคุณภาพสูง และยากต่อการเลียนแบบ มีความได้เปรียบในการจัดหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะวัตถุดิบทางทะเล ผ่านบริษัทแม่ มีโมเดลในการทำธุรกิจที่ครบวงจรอีกทั้งมีตลาดกระจายสินค้าอย่างกว้างขวางครอบคลุม 45 ประเทศทั่วโลก ช่วยให้สามารถรักษากำไรขั้นต้นได้สูงเกิน 20% มาตลอด 4 ปีล่าสุด

ยิ่งไปกว่านั้น ภาพรวมธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงโลกยังมีการเติบโตในอัตราเฉลี่ย (CAGR) ปีละ 7.1% ระหว่างปี 2564-69 จากกระแสนิยมในการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเหมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว และเต็มใจใช้จ่ายเพื่อซื้ออาหารสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม และมีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น หนุนให้ธุรกิจของ ITC สามารถเติบโตได้ในระยะยาว

ขณะเดียวกัน การที่บริษัทฯ มีแผนใช้เงินจากการระดมทุนไปใน 3 ส่วน คือ ชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน 7,000-8,000 ล้านบาท ใช้ลงทุนทั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ขยายโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคลังสินค้า ก่อสร้างโรงงานใหม่ ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา นวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงจัดตั้งบริษัทย่อยในจีนและยุโรป และเพิ่มการลงทุนในบริษัทย่อยในญี่ปุ่น คิดเป็นมูลค่าราว 4,900-5,200 ล้านบาท ที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการขยายธุรกิจ ประมาณ 4,345 – 6,825 ล้านบาท จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก เพิ่มศักยภาพการเติบโตทางธุรกิจอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน ตามแผนงานที่บริษัทฯ วางไว้ ส่งผลให้สามารถส่งต่อผลตอบแทนที่ดีคืนกลับผู้ถือหุ้น เพราะบริษัทฯ มีนโยบายจ่ายปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 50%   

ที่สำคัญ ราคาหุ้นในระดับนี้ ยังถือได้ว่ามี upside จากราคาเป้าหมายที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ให้ไว้ที่ 39.16 บาท เกิน 20% เพราะคาดผลดำเนินงานปี 2565-2566 เติบโตเฉลี่ยปีละ 30%

ฝ่ายวิจัย โกลเบล็ก (GBX) ประเมินรายได้จากการขายปีนี้เติบโต 37% สู่ระดับ 19,962 ล้านบาท ก่อนเติบโตต่อเนื่อง 16% เป็น 23,233 ล้านบาท ในปีหน่า หนุนโดยกระแสนิยมเลี้ยงสัตว์ประเภทแมว และสุนัขเพิ่มขึ้น ในสังคมผู้สูงอายุและครอบครัวที่มีลูกน้อยลงทั้งในไทย สหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย ขณะที่ ITC มีสินค้าที่ตอบโจทย์ทั้ง OEM และแบรนด์สินค้าพรีเมี่ยม อีกทั้งยังมีแผนขยายตลาดใหม่ๆ ไปยังยุโรปและจีนเพิ่มขึ้น ด้วยสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นที่ 26% และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อยอดขายรวมที่ระดับ 6.3% ทำให้ประมาณการกำไรปีนี้ และปีหน้าที่ 4,026 ล้านบาท และ 4,446 ล้านบาท เติบโต 48% และ 10% ตามลำดับ ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ระหว่างปี 2562 – 2566 เท่ากับ 27% ต่อปี คำนวณเป็นราคาเหมาะสมปีหน้าได้ที่ 39 - 42 บาท อิง Prospective PER ที่ระดับ 26 – 28 เท่า

ด้านฟินันเซีย ไซรัส (FSS) ชี้ว่า ITC เป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงรายใหญ่ ของไทยและของโลก มีจุดแข็งอยู่ที่ความได้เปรี ยบทางด้านต้นทุน และการพัฒนาสิ นค้าที่มีนวัตกรรมสม่ำเสมอ การมี TU เป็นแม่ ซึ่งเป็นผู้ผลิตปลาทูน่ารายใหญ่ ของโลก ทีมผู้บริหารมีประสบการณ์เฉลี่ยถึง 20 ปี ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการ และรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงระดับโลกมายาวนาน ทำให้สามารถสร้างการเติบโตได้ดีกว่ามูลค่าตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงมาตลอดทั้ง 3 ปีที่ผ่านมา

คาดกำไรปกติปีนี้เติบโตแข็งแกร่ง 61% จากปีที่ผ่านมา ขณะที่คาดการเติบโตของกำไร 3 ปีข้างหน้าจะโตเฉลี่ย (CAGR) 19% คิดเป็นมูลค่าพื้นฐานเบื้องต้นที่ 41 บาท และแนะนำ "ซื้อ" เพราะชอบทั้งแนวโน้มการเติบโตของกำไร และความสามารถทำกำไรที่โดดเด่นเหนือคู่แข่ง

ขณะที่กสิกรไทย (KS) คาดกำไรปกติเติบโตในอัตราเฉลี่ยช่วง 3 ปีนี้ (2565-67) ที่ 34% ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการเติบโตในระยะยาวที่ผู้บริหาร ITC ตั้งเป้ารายได้ขยายตัว 15% อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) และอัตรากำไรสุทธิ (NPM) อยู่ที่ 25% และ 20% ในทุกปี หนุนจาก 4 ปัจจัย คือ การขยายกำลังการผลิต อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงที่ เติบโตต่อเนื่อง ตำแหน่งผู้นำในตลาด และสถานะการเงินที่แข็งแกร่ง ทำให้คำนวณราคาเป้าหมายสิ้นปีหน้า ด้วยวิธี DCF ที่ 40.80 บาท จาก PER ที่ 21.7 เท่า และ WACC ที่ 9.8%

ส่วนฟิลลิป (PLS) ระบุว่า จะเห็นการเติบโตของยอดขาย และราคาขายเพิ่มขึ้นใน 2 ปีนี้ อีกทั้งยังคาดว่า ITC จะได้คำสั่งซื้อใหม่ๆ เพิ่มจากการออกสินค้าใหม่ และการขยายตลาด ในเบื้องต้น ให้ราคาเป้าหมายปีหน้าที่ 36.50 บาท อิง P/E 25 เท่า เทียบเท่าผู้ประกอบการอาหารสัตว์เลี้้ยงในต่างประเทศ

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้