3723 จำนวนผู้เข้าชม |
หลังจาก บมจ. ทิสโก้ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (TISCO) รายงานผลดำเนินงานไตรมาสแรกปีนี้ สรุปได้ว่า มีกำไรสุทธิ 1,793 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 0.2% สาเหตุจากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นสอดรับกับทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น และการปรับอัตราเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) กลับสู่ระดับปกติที่ 0.46% ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปรับตัวสูงขึ้น 8.9% ตามนโยบายการลงทุนระยะยาวเพื่อขยายธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม รายได้จากการดำเนินงานยังขยายตัว 5.1% ทั้งจากรายได้ดอกเบี้ยที่เติบโตตามการขยายสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อจำนำทะเบียน กับสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ส่งผลต่อเนื่องให้รายได้จากธุรกิจนายหน้าประกันภัยเพิ่มตามไปด้วย รวมถึงรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 2.2% จากผลกำไรของเงินลงทุนเป็นหลัก แม้จะได้รับผลกระทบจากค่าธรรมเนียมจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนที่อ่อนตัวตามภาวะตลาดทุนทั่วโลกที่ผันผวนรุนแรง และรายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับเงินให้สินเชื่อลดลง สืบเนื่องมาจากการปรับเกณฑ์ค่าธรรมเนียม
สำหรับสัดส่วนหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ( NPLs) ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามการเติบโตของสินเชื่อ แต่ยังสามารถบริหารจัดการได้ดี ดูได้จากอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่อยู่ในระดับแข็งแกร่ง 23.5% และเงินสำรองต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage ratio) ที่สูงถึง 248% ขณะเดียวกัน กลุ่ม TISCO ยังพร้อมเดินหน้าบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม และควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ภาวะต้นทุนทางการเงินที่ปรับตัวสูงขึ้น
ล่าสุด นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ออกมาวิพากษ์ผลดำเนินงานไตรมาสแรกของ TISCO ว่า เป็นไปตามคาด โดยทรงตัวทั้งเปรียบเทียบรายไตรมาส (QoQ) และรายปี (YoY)
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LHS) บอกว่า ผลกำไรไตรมาสแรกเป็นไปตามแผนงานทุกอย่าง ยกเว้นเพียงรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าคาด เป็นผลจากธุรกิจตลาดทุนที่ไม่ฟื้น และรายได้ค่าธรรมเนียมประกันที่โตไม่มากเพราะมีการแข่งขันในตลาดเช่าซื้อรถยนต์ดุเดือดมากขึ้น ขณะที่การตั้ง Credit cost เผื่อไว้ก่อนหน้านี้ ช่วยลดทอนผลกระทบจากต้นทุนดอกเบี้ยจ่าย และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นมาก เพื่อลงทุนขยายสาขา "สมหวังเงินสั่งได้” เพิ่ม 200 สาขา เป็น 650 สาขา รวมถึงค่าใช้จ่ายการตลาด และค่าใช้จ่ายต่อเนื่องด้าน IT แต่เชื่อว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ในอนาคต สำหรับ NPL เพิ่มเล็กน้อย แต่สอดคล้องกับการที่กลุ่มทิสโก้เน้นปล่อยสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง (High Yield)
ยังคงเชื่อมั่นว่า TISCO จะขยายสินเชื่อปีนี้ได้เติบโต 7-10% ตามเป้าหมายที่ผู้บริหารวางไว้ ทำให้ประเมินกำไรปีนี้เติบโตจากปีก่อน 6.8% ส่งผลให้ยังคงจ่ายปันผลได้สูงที่สุดในกลุ่มธนาคาร โดยคาดอัตราเงินปันผลที่หุ้นละ 8.20 บาท คิดเป็น Payout ratio สูงถึง 86% ของกำไรสุทธิ เพราะยังมีเงินกองทุนที่สูงมาก อีกทั้งผู้บริหารพยายามจะ maintain อัตราเงินปันผลไม่ให้ต่ำกว่าเดิม จึงยังคงชอบ TISCO ในฐานะธนาคารที่มีความสามารถในการทำกำไรสูงสุด และจ่ายปันผลสูงสุด โดยมีมูลค่าพื้นฐานที่ 114 บาท
ดาโอ (DAOL) ประเมินกำไรสุทธิของ TISCO ปีนี้ที่ 7.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3% เพราะได้แรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นตามทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น และต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit cost) ที่ยังทรงตัวระดับต่ำเพียง 0.25% ต่อเนื่องจากปีก่อน ก่อนจะฟื้นกลับสู่ระดับปกติที่ 0.6-0.7% ในปีหน้า คิดเป็นราคาเป้าหมายที่ 105 บาท ซึ่งใกล้เคียงค่าเฉลี่ยที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 108 บาท
สำหรับภาพระยะสั้น ประเมินแนวโน้มกำไรไตรมาส 2 จะลดลงทั้ง YoY และ QoQ จากการที่กลุ่มทิสโก้ต้องเร่งหาเงินฝากประจำมากขึ้น เพื่อเป็นการ Fix ต้นทุนดอกเบี้ยท่ามกลางแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น
อย่างไรก็ดี ยังเชื่อมั่นในความสามารถจ่ายเงินปันผลระดับสูงราว 7.80 บาท คิดเป็น dividend yield สูงราว 8% กำหนดจ่ายปีละครั้ง ช่วงเดือนเมษายน จึงแนะนำ รอซื้อเมื่ออ่อนตัว
สำหรับกสิกรไทย (KS) คาดว่ากำไรไตรมาส 2 จะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง QoQ ถึงแม้จะคาดว่าอัตราผลตอบแทนสินเชื่อ และการเติบโตของสินเชื่อจะดีขึ้นจากไตรมาสแรก โดยเฉพาะสินเชื่อจำนำทะเบียน และสินเชื่อธุรกิจ แต่น่าจะถูกหักล้างจากต้นทุนทางการเงิน และค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองที่สูงขึ้น ขณะที่รายได้รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยน่าจะลดลงต่อเนื่อง เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ยังเพิ่มขึ้น
ส่วนคุณภาพสินทรัพย์ ยังคงประมาณการ NPL รวมทั้งปีที่ 2.2% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 2.1% ในไตรมาสแรก ซึ่งไม่น่ากังวล เพราะกลุ่มทิสโก้มี Coverage ratio สูงมากถึง 248% แม้จะลดลงจาก 259% ในไตรมาสสุดท้ายปีก่อนก็ตาม จึงคงแนะนำซื้อ เพราะชอบในความสามารถในการจ่ายเงินปันผลที่สูงระดับ 7-8% โดดเด่นที่สุดในกลุ่มธนาคาร โดยให้ราคาเป้าหมายสูงถึง 123 บาท