3342 จำนวนผู้เข้าชม |
การเข้าซื้อขายวันแรกของ บมจ. มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น เอเชีย (MGC) ไม่สร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนที่ได้หุ้นจอง หรือนักลงทุนที่เข้ามาเก็งกำไรแต่อย่างใด เพราะหลังจากเปิดตลาดที่ 8.45 บาท สูงกว่าราคาจองที่ 7.95 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 50 สตางค์ หรือ 6.29% เริ่มมีแรงซื้อสลับขายทำกำไรกระจายตัวออกมาเป็นระยะๆ ส่งผลให้ราคาหุ้นแกว่งในกรอบระหว่าง 8.10-8.70 บาท ก่อนจะมีแรงซื้อโถมเข้ามาในภาคบ่าย ดันราคาหุ้นทะยานทำจุดสูงสุดของวันที่ 9.10 บาท ก่อนเจอแรงขายทำกำไรปลายตลาด กดราคาหุ้นให้อ่อนตัวลงมาปิดที่ 8.90 บาท เหนือจอง 11.95% ด้วยมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 2,381.69 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในการซื้อขายวันถัดมา ราคาหุ้น MGC กลับพุ่งสวนภาวะตลาด เมื่อมีแรงซื้อกระจายตัวเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หนุนให้ราคาหุ้นทะยานตัวแตะ 10 บาท ซึ่งเป็นราคาใกล้เคียงราคาเป้าหมายที่ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์เอเซีย พลัส (ASPS) และทิสโก้ (TSC) ให้ไว้ที่ 10 บาท และ 11 บาท ตามลำดับ ส่วนหนึ่งเกิดจากตลาดรับทราบข่าวการเข้ามาถือหุ้นของนักลงทุนรายใหญ่ อย่างนายวัชระ แก้วสว่าง หรือเสี่ยป๋อง และนายอรรถวัติ ศิริสิทธิธงไชย หรือบอย ท่าพระจันทร์ ในสัดส่วน 1.07-1.08% พร้อมกับคำยืนยันว่า ต้องการลงทุนระยะยาวเพื่อเติบโตไปพร้อมกับบริษัทฯ เพราะมั่นใจในพื้นฐานธุรกิจ และมีความสนิทสนมกับฝ่ายจัดการของ MGC มายาวนาน
อีกส่วนหนึ่งเกิดจากการออกมาให้ข้อมูลของ ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MGC ว่า การเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการทำธุรกิจของบริษัทฯ จากการนำเงินที่ได้จากการระดมทุนราว 2,152.6 ล้านบาท ไปใช้ปรับโครงสร้างเงินทุนผ่านการชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินราว 923.4 - 1,023.4 ล้านบาท รวมถึงใช้ขยายการลงทุนในบริษัท อัลฟา เอกซ์ (Alpha X) ตามที่ระบุไว้ในสัญญากิจการร่วมค้า ประมาณ 500 ล้านบาท และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการดำเนินงานในบริษัทย่อย ทั้งเพื่อขยายศูนย์ให้บริการหลังการขายและซ่อมบำรุงรถยนต์อิสระในบริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส ประเทศไทย (MMS) และเพิ่มจำนวนรถยนต์ Fleet สำหรับการให้เช่าของบริษัทมาสเตอร์ คาร์ เร้นเทิล (MCR) ประมาณ 204.2 – 304.2 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยผลักดันให้รายได้และกำไรปีนี้เติบโตจากปีก่อนไม่ต่ำกว่า 10%

นอกจากนี้ ยังจะช่วยขับเคลื่อนให้กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้และกำไรเติบโตในระยะยาว ผ่านการขยายพอร์ตธุรกิจเดิมให้มีความแข็งแกร่งตอบทุกไลฟ์สไตล์ในการเดินทาง (Lifestyle Mobility Ecosystem) โดยเฉพาะธุรกิจบริการสินเชื่อสำหรับยานยนต์ และเรืออย่างครบวงจร ผ่าน AlphaX ซึ่งในปีที่ผ่านมา สามารถปล่อยสินเชื่อได้กว่า 4,000 ล้านบาท และน่าจะเห็นการเติบโตในปีนี้เพิ่มเป็นแตะ 1 หมื่นล้านบาท ก่อนขยายเป็น 2.5-3.0 หมื่นล้านบาท ใน 3 ปีถัดไป และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้นำธุรกิจจำหน่ายและให้บริการหลังการขายยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมกับยกระดับการให้บริการโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ (Digitalization) รองรับการเปลี่ยนแปลงสู่ Digi-Tech Lifestyle Mobility โดยไม่ละเลยพันธกิจในการช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อมุ่งสู่องค์กรคาร์บอนต่ำ